xs
xsm
sm
md
lg

อย่าโทษหมอที่เลือกช่วยคน! “หมอรัชริน” ป้อง ผอ.รพ.อุ้มผาง ชี้ระบบสาธารณสุขไทยต้องแก้ที่นโยบาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อ รพ.อุ้มผางถูกโจมตีเรื่องการใช้ทรัพยากรช่วยคนนอกระบบ ล่าสุดตัวแทนองค์กรแพทย์ภาคเหนือออกมาฟาดกลับ! ชี้ความจริงที่ไม่มีใครพูดตรงๆ คือ "คนไข้บางคนจะไม่ได้กลับบ้านเลย ถ้าหมอเลือกตัวเลขมากกว่าชีวิต" จี้รัฐบาลเร่งแก้ที่ระบบ อย่าปล่อยให้โรงพยาบาลเล็กๆ แบกภาระบนความตายของเพื่อนมนุษย์เพียงลำพัง

เมื่อวันที่ 14 เม.ย. เฟซบุ๊ก “Ratcharin Aew” ของ พญ.รัชริน เบญจวงศ์เสถียร ประธานองค์กรแพทย์โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก และผู้แทนองค์กรแพทย์ชมรมโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) ภาคเหนือ ได้ออกมาโพสต์หลัง ผอ.รพ.อุ้มผางถูกวิจารณ์ โดยระบุว่า "การที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผางถูกโจมตี เพียงเพราะ "เลือกจะช่วยชีวิตคน" โดยใช้ทรัพยากรของโรงพยาบาลไปกับคนที่ระบบไม่รองรับ มีอีกหนึ่งคำถามที่ฉันอยากชวนคิดคือ ถ้าวันนั้นคุณเป็นหมอเวรอยู่ตรงนั้น คุณจะทำอย่างไร?

ฉันเอง วันนี้อาจอยู่โรงพยาบาลศูนย์ขนาดใหญ่ มีเครื่องมือครบ มีทีมแพทย์เฉพาะทางล้อมรอบ แต่เมื่อ 10-20 ปีก่อน ฉันเคยยืนอยู่ในจุดเดียวกับหมอที่อุ้มผาง ฉันเคยอยู่โรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ ตามแนวชายขอบ ห่างจากตัวเมืองเป็นร้อยกิโลเมตร มีแพทย์ใช้ทุนแค่ 2 คน เฝ้าทั้งโรงพยาบาล โดยไม่มีแพทย์เฉพาะทาง เหตุการณ์คืนหนึ่งที่ฉันจำได้ดีไม่มีวันลืม คืนนั้นมีหญิงชาวเขาคนหนึ่งถูกหามเข้ามาด้วยอาการปวดท้องคลอด เธอไม่มีประวัติฝากครรภ์ ไม่มีสิทธิรักษา ไม่มีเงินแม้แต่บาทเดียว และที่สำคัญ เธอตั้งครรภ์แฝด แต่คลอดเองที่บ้านไม่ได้ จึงถูกพามาในสภาพที่ความเป็นความตายเท่ากัน ไม่มีใครถามเรื่องสิทธิ ไม่มีใครพูดถึงงบประมาณ ฉันกับเพื่อนและทีมพยาบาลตัดสินใจผ่าตัดคลอดทันที ฉันเป็นคนวางยาบล็อกหลังและผ่าตัด เพื่อนฉันช่วยชีวิตเด็กแฝดที่ออกมา เราทำทุกอย่างด้วยมือที่สั่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา หลังผ่าตัดเสร็จ เรายังต้องผลัดกันเฝ้าเด็กทั้งสองคนต่ออีกหลายคืนแบบแทบไม่ได้นอน เพราะไม่มีทีมอื่นแล้ว ไม่มีใครมาเปลี่ยนเวร ไม่มีระบบรองรับ แต่มีชีวิตอยู่ตรงหน้า วินาทีนั้น สำหรับบุคลากรทางการแพทย์เราไม่มีคำว่า "คนไทย" หรือ "คนต่างด้าว" ไม่มีคำว่า "มีสิทธิ" หรือ "ไม่มีสิทธิ" มีแค่คำว่า "คนไข้ และ หมอ" เท่านั้น

วันที่แม่และเด็กทั้งสองปลอดภัย เราส่งพวกเขากลับบ้านได้ จำได้ว่าพ่อของเด็กยืนร้องไห้ ขอบคุณพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขอบคุณด้วยเสียงที่สั่นกว่ามือของพวกเราในห้องผ่าตัดเสียอีก หลายวันต่อมา ขณะที่ฉันกำลังจะออกจากบ้านพักในโรงพยาบาล ฉันเปิดประตูไม่ออก เหมือนมีอะไรหนักๆ ขวางอยู่ พอโทร.เรียกเจ้าหน้าที่มาช่วย ทุกคนหัวเราะกันอยู่หน้าประตู เมื่อเปิดออก ฉันเห็นกระสอบใบใหญ่ 2 ใบวางขวางอยู่ ข้างในคือหัวกะหล่ำปลีอัดแน่นเต็มกระสอบ ยามบอกฉันว่า เมื่อเช้ามืด พ่อของเด็กแฝดเอามาฝากไว้ให้ เป็นผลผลิตจากไร่ของเขาเอง เพื่อขอบคุณหมอและโรงพยาบาล และเขายังพยายามทยอยเอาเงินเล็กๆ น้อยๆ มาจ่ายค่ารักษา ทั้งที่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้เลี้ยงลูกแฝดและครอบครัว
นั่นคือ "ทั้งหมด" ที่เขามี
และนั่นคือ "ทั้งหมด" ที่เขาให้
ฉันเอากะหล่ำปลีเหล่านั้นไปให้โรงครัว ทำอาหารแจกคนไข้และเจ้าหน้าที่ทั้งโรงพยาบาล มันไม่ใช่แค่ผัก แต่มันคือชีวิตของคนคนหนึ่ง ที่อยากตอบแทนชีวิตที่พวกเขาได้รับคืนมา

วันนี้ เมื่อฉันเห็นข่าวของโรงพยาบาลอุ้มผาง ฉันไม่ได้เห็นแค่ตัวเลขขาดทุน หรือสถานการณ์การเงินที่ติดลบ แต่ฉันเห็นภาพของคืนวันแบบนั้น ที่ทีมแพทย์ต้องตัดสินใจ ระหว่าง "รักษาชีวิตคน" กับ "รักษาสถานะทางการเงินขององค์กร" และความจริงที่ไม่มีใครอยากพูดตรงๆ คือ ถ้าพวกเราเลือกอย่างหลัง คนไข้บางคนจะไม่มีวันได้กลับบ้านอีกเลย ระบบสาธารณสุขอาจมีเส้นแบ่ง มีข้อกำหนด มีงบประมาณจำกัด ซึ่งทั้งหมดนั้นถูกต้องในเชิงนโยบาย แต่ในห้องฉุกเฉิน เส้นแบ่งเหล่านั้นใช้ไม่ได้จริง และบุคลากรการแพทย์ก็ไม่เคยถูกสอนให้เลือกช่วยเฉพาะคนที่จ่ายเงินได้ 

ถ้าจะมีใครผิดในเรื่องนี้ มันไม่ควรเป็นหมอที่ยืนอยู่หน้างาน มันควรเป็นระบบที่ปล่อยให้ภาระนี้ตกอยู่บนบ่าของโรงพยาบาลเล็กๆ เพียงลำพัง เราจะถกเถียงกันเรื่องงบประมาณได้ เราจะช่วยกันเรียกร้องไปยังรัฐบาลเพื่อออกแบบนโยบายใหม่ได้ เราจะช่วยกันเสนอทางออกเพื่อหาทางแก้ปัญหาคนไร้สิทธิอย่างเป็นระบบได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรทำ คือการกล่าวโทษคนที่ "เลือกจะช่วยชีวิตคน" ในวินาทีที่ไม่มีทางเลือกอื่นให้คนเป็นแพทย์ได้เลือกแล้ว
และเรา ... คงไม่อยากรักษากับแพทย์ที่เลือกถามเราว่า "คุณมีเงินไหม? คุณใช้สิทธิอะไร?" มากกว่าแพทย์ที่รีบลงมือช่วยชีวิตเราทันที"