“ฮุน มาเนต” ปรับแผนแก้ข้อพิพาทชายแดนกับไทย ให้ความสำคัญกับการเจรจามากกว่าฟ้องศาลโลก อ้างแนวทางนี้สอดคล้องนโยบายรัฐบาลไทยชุดใหม่ เป็นกุญแจสำคัญ แม้จะมีโอกาสสำเร็จเพียง 1% ก็จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ ไม่อยากเห็นสถานการณ์ที่คนจะมองหน้ากันไม่ติดอีกหลายชั่วอายุคน ทั้งที่เมื่อหกเดือนก่อนยังเป็นเพื่อนบ้านกัน ลั่นจะใช้ทุกกลไกการเจรจาที่มี เเปลี่ยนพรมแดนแห่งเสียงปืนเป็นพรมแดนแห่งสันติภาพและความรุ่งเรืองร่วมกัน
เมื่อวันที่ 12 เม.ย.ที่ผ่านมา The Phnom Pehn Post สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาได้เปลี่ยนลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาพรมแดนกับไทย จากการฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มาสู่การเจรจาแบบทวิภาคี
การเปลี่ยนท่าทีนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการปรับทิศทางไปสู่ “ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์” และ “ความเป็นจริงเชิงการทูต” โดยนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ชี้แจงว่า ราชอาณาจักรกัมพูชาจะมุ่งเน้นการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกับประเทศไทยผ่านการเจรจาโดยตรงและการเจรจาแบบทวิภาคี นับเป็นการเปลี่ยนแปลงจากท่าทีเดิม ที่เคยพูดถึงการยื่นฟ้องต่แสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ระหว่างการกล่าวถึงความซับซ้อนของปัญหาชายแดน ในพิธีเปิดโครงการคลองฟูนันเตโช ระยะที่ 2 เมื่อวันที่ 11 เมษายน นายฮุน มาเนตย้ำว่า แม้ ICJ จะยังคงเป็นช่องทางหนึ่งที่เป็นไปได้ แต่ความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกลไกทวิภาคีทำให้แนวทางนี้กลายเป็นวิธีหลักในขณะนี้
เขาระบุว่า กลไกระหว่างประเทศมักใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีในการตัดสิน ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนต้องอยู่ในภาวะไม่แน่นอนและความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง
“การต่อสู้เพื่อแย่งชิงดินแดนไม่มีวันสิ้นสุด” เขากล่าว พร้อมยกตัวอย่างความขัดแย้งในยูเครนและกาซา ซึ่งเป็นบทเรียนเตือนใจว่าการนองเลือดยาวนานหลายปี สุดท้ายก็มักจะย้อนกลับไปสู่โต๊ะเจรจาเหมือนเดิม
“หากประตูแห่งการเจรจายังเปิดอยู่ เราต้องใช้มันเพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง มาตรการทวิภาคีคือหนทางที่เร็วที่สุด” เขากล่าว
หัวใจสำคัญของยุทธศาสตร์นี้ คือการฟื้นบทบาทของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) แม้ที่ผ่านมาเคยถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเดินหน้าอย่างล่าช้า แต่นายฮุน มาเนตชี้ให้เห็นถึงความคืบหน้าที่สำคัญตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ภายใต้กรอบบันทึกความเข้าใจปี 2000 (MOU 2000)
จากหลักเขตชายแดนทั้งหมด 74 จุด ตลอดแนวชายแดนยาว 874 กิโลเมตร ทั้งสองประเทศสามารถตกลงกันได้แล้ว 43 จุด หรือมากกว่า 50% ของงานปักปันเขตแดน ซึ่งทำให้กรุงพนมเปญมองว่า JBC เป็นกลไกที่พิสูจน์แล้วว่าได้ผล แม้จะยังไม่สมบูรณ์แบบ
แรงผลักดันสู่แนวทางทวิภาคียังมาจากการที่กัมพูชามองเห็นความสอดคล้องกับรัฐบาลไทยชุดใหม่ โดยกัมพูชาได้จับตานโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะข้อที่ 9 ซึ่งระบุว่าประเทศไทยจะยุติข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติผ่านการเจรจา
นายฮุน มาเนตระบุว่า นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนของกัมพูชา ที่เรียกร้องให้แก้ไขสถานการณ์ชายแดนด้วยวิธีสันติและผ่านกรอบทวิภาคีที่มีอยู่
“นโยบายของทั้งสองรัฐบาล ซึ่งถือกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหา ขณะนี้มีความสอดคล้องกันและเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว” เขากล่าว
ภายใต้แถลงการณ์ร่วมเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม และข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์ (KL Accord) ทั้งสองประเทศตกลงจะคงกำลังทหารในตำแหน่งเดิม เพื่อป้องกันการปะทะโดยไม่ตั้งใจ ขณะที่ทีมเทคนิคดำเนินการสำรวจพื้นที่
เมื่อกล่าวถึงข้อกังวลจากนักวิจารณ์ภายในประเทศและนักวิเคราะห์การเมือง ซึ่งตั้งข้อสงสัยต่อความจริงใจของฝ่ายไทย แต่นายฮุน มาเนตยืนยันว่าเขามองตามความเป็นจริงและมีความหวัง
นายฮุน มาเนตปฏิเสธเสียงวิจารณ์จากพวกที่ทำตัวเป็นหมอดูที่คาดการณ์ว่าจะเกิดความล้มเหลว โดยย้ำว่าการเลือกใช้แนวทางเจรจาทวิภาคีนั้นตั้งอยู่บนหลักฐานและความเป็นไปได้ แม้จะมีโอกาสสำเร็จเพียง 1% รัฐบาลก็จะเดินหน้าอย่างเต็มที่ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งด้วยอาวุธ ซึ่งจะนำไปสู่ทางตัน และทำลายความเชื่อมั่น แล้วหยุดยั้งความก้าวหน้าทั้งหมด
ต้นทุนด้านมนุษยธรรมของข้อพิพาทยังคงเป็นปัจจัยสำคัญ โดยชาวกัมพูชาจำนวนมากยังคงต้องพลัดถิ่น ไม่สามารถกลับไปยังที่ดินหรือสร้างบ้านเรือนที่เสียหายจากการปะทะก่อนหน้านี้ได้
นายฮุน มาเนตชี้ว่า กลไก JBC มีความเหมาะสมในการจัดการปัญหาเหล่านี้ เนื่องจากมีทีมเก็บกู้ทุ่นระเบิดโดยเฉพาะ แตกต่างจากการลาดตระเวนของทหารที่เสี่ยงต่อการสูญเสียจากกับระเบิด โดย JBC สามารถเข้าพื้นที่พิพาทได้อย่างปลอดภัย และให้ความสำคัญกับการปักปันเขตแดนในพื้นที่ที่มีประชาชนอาศัยอยู่
“หากเรายังมีความหวังที่จะรักษาอธิปไตยของเราโดยไม่ต้องนองเลือด ไม่ทำลายทรัพย์สินหรือชีวิตของประชาชน กองทัพ และตำรวจแห่งชาติ และแก้ไขปัญหาให้จบสิ้นโดยไม่ยืดเยื้อ เราต้องเลือกหนทางนั้น” เขากล่าว
“เราไม่ต้องการเห็นสถานการณ์ที่ผู้คนไม่สามารถมองหน้ากันได้ไปอีกหลายชั่วอายุคน เมื่อหกเดือนก่อนพวกเขายังเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่ตอนนี้กลับมองหน้ากันไม่ได้ อย่าให้สิ่งนี้ดำเนินต่อไป เราต้องยุติปัญหาเพื่อให้พวกเขากลับมาอยู่ร่วมกันอย่างดีอีกครั้ง” เขากล่าวเสริม
เขาย้ำว่า กัมพูชาจะใช้ทุกทรัพยากรที่มี ตั้งแต่ JBC ไปจนถึงคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อเปลี่ยนพรมแดนที่เคยเต็มไปด้วยเสียงปืน ให้กลายเป็นพรมแดนแห่งสันติภาพที่ยั่งยืนและความรุ่งเรืองร่วมกัน
การหันมาให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์แบบทวิภาคีถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญจากจุดยืนก่อนหน้านี้ของมาเนต
ก่อนหน้านี้ นายกรัฐมนตรีเคยระบุหลายครั้งว่ากัมพูชาจะยื่นคดีอย่างน้อย 4 คดีต่อ ICJ รวมถึงกรณีความเสียหายที่เกิดขึ้นกับปราสาทตาเมือนและตาควาย จากการโจมตีของกองทัพไทยในเดือนธันวาคม
เมื่อวันที่ 11 เมษายน นายฮุน มาเนตได้เรียกร้องให้ฝ่ายไทยเตรียมทีม JBC เพื่อกลับมาทำงานร่วมกับฝ่ายกัมพูชาอีกครั้ง


