ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ ออกมาเตือนสถานการณ์น่าเป็นห่วงของทะเลไทยที่กำลังเผชิญ “วิกฤตซ้อนวิกฤต” ทั้งจากฝีมือมนุษย์และผลกระทบของโลกร้อน หลังพบทั้งขบวนการล่าเขี้ยวพะยูนที่ยังลอยนวล และการระบาดผิดปกติของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน สะท้อนสัญญาณทะเลกำลังอ่อนแอหนักขึ้นในหลายพื้นที่
วันนี้ (13 เม.ย.) ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล โพสต์เตือนสถานการณ์วิกฤตในทะเลไทยที่กำลังเผชิญปัญหา 2 ด้าน ทั้งจากน้ำมือมนุษย์โดยตรง และการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ
1. ขบวนการล่า "เขี้ยวพะยูน": ฝีมือมืออาชีพที่ยังจับไม่ได้ จากกรณีพบซากพะยูนถูกตัดหัว ผลพิสูจน์ยืนยันชัดเจนว่า ถูกตัดหลังตายโดยผู้มีความชำนาญ ปัญหาเรื้อรัง การตัดหัวและเขี้ยวพะยูนเกิดขึ้นเป็นระยะ และยังไม่เคยจับกุมผู้กระทำผิดได้ ความเชื่อที่ผิด การรณรงค์ว่าเขี้ยวพะยูนไม่ใช่ของขลังอาจไม่ได้ผล เพราะเป็นความต้องการของคนเฉพาะกลุ่ม โดยมีข้อเสนอแนะ เรียกร้องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประสานงานกับตำรวจอย่างจริงจัง จัดการแหล่งขายออนไลน์ และส่งสายสืบลงพื้นที่จุดเสี่ยงใน พังงา, ภูเก็ต, กระบี่ และตรัง เพื่อทลายแก๊งล่าเขี้ยวให้สิ้นซาก
2. "สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน" บุกเกาะบอน สัญญาณเตือนทะเลอ่อนแอ พบการระบาดของ ไซยาโนแบคทีเรีย (Cyanobacteria) หรือสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินที่ "เกาะบอน" ในเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ซึ่งมีความผิดปกติ ปกติสาหร่ายชนิดนี้มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ แต่ปีนี้ระบาดหนักและอยู่นานกว่าปกติ และสาเหตุที่แท้จริง ดร.ธรณ์ เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องของเสียจากนักท่องเที่ยว (เนื่องจากเกาะบอนไม่มีคนอาศัยและเรือไปน้อย) แต่เกิดจาก "ทะเลที่ร้อนขึ้นและอ่อนแอ" โดยมีผลกระทบวงกว้าง: น้ำทะเลร้อนไม่ได้ทำให้แค่ปะการังฟอกขาว แต่ยังนำไปสู่ปรากฏการณ์น้ำเขียว โรคในกัลปังหา และสมดุลนิเวศที่พังทลาย โดยเชื่อว่าทางออกที่ยากลำบาก คือการกำจัดสาหร่ายแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะต้นตอคือ "ก๊าซเรือนกระจก" และภาวะโลกร้อนที่ยังลดไม่ได้ตามเป้า ทำได้เพียงเฝ้าระวังและรอให้หายไปเอง
ทั้งนี้ ปัญหาเรื่องพะยูน "แก้ได้" หากทุ่มกำลังปราบปรามขบวนการล่าอย่างจริงจัง แต่ปัญหาสาหร่ายระบาดเป็นเรื่องที่ต้อง "ทำใจ" เพราะผูกติดกับวิกฤตโลกเดือด ซึ่งอาจทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในปีหน้าที่ต้องเฝ้าระวังปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างใกล้ชิด


