หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เผย วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคฯ เคยปรึกษา แต่ไม่เคยทราบเรื่องจากศุภจีทาบทามไปเป็นะคณะตัวแทนการค้าไทยในรัฐบาลอนุทิน ชี้มีหัวโขนเป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกพรรค เกรงสับสนจุดยืนในฐานะฝ่ายค้าน ถ้าจะไปก็ต้องลาออกก่อน ขณะนี้ขึ้นอยู่กับเจ้าตัว
วันนี้ (12 เม.ย.) จากกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ จากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยว่าทาบทามนายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้ามาร่วมงานในฐานะคณะตัวแทนการค้าไทย (TTR) โดยอ้างว่าเคยเป็นตัวแทนการค้าไทยเจรจากับสหภาพยุโรป (EU) มาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และในเดือน มิ.ย. จะมีการเจรจา FTA รอบที่ 9 ตนจึงต้องการให้ผู้ที่รู้หน้างานเดิมมาสานต่อ โดยไม่ต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่
นางศุภจีอ้างว่า พรรคไหนก็ไม่สำคัญ เป็นจังหวะที่เราต้องเร่งทำงานเพราะประเทศกำลังเจอวิกฤต อยากทำให้เห็นว่าถ้าทำแล้วเกิดประโยชน์ต่อชาติ ก็ไม่ต้องแบ่งแยก ไม่ต้องเริ่มงานใหม่ คนมีความสามารถเราต้องนำมาต่อยอด โดยตำแหน่งที่ปรึกษาไม่มีค่าตอบแทน อาสามาช่วยงานด้วยความตั้งใจจริงเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา การค้า ความมั่นคง และภูมิรัฐศาสตร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติตามระเบียบ แต่ในเชิงการทำงานได้เริ่มหารือและขับเคลื่อนไปบ้างแล้ว
เหตุดังกล่าวเป็นที่วิจารณ์ระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทย และนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี อ้างว่าเป็นการทำเพื่อชาติ ขอให้ลดทิฐิไว้ก่อน ส่วนกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์มองว่า ควรรักษามารยาททางการเมือง เนื่องจากนายวีระพงษ์ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นถึงรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร หากรับตำแหน่งให้กับรัฐบาลอนุทินควรลาออกจากพรรคก่อน
ล่าสุด นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก Abhisit Vejjajiva ระบุว่า กรณีของนายวีระพงษ์นั้น เห็นมีการโต้เถียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย อยากเรียนข้อเท็จจริงว่า ตนไม่เคยได้รับทราบเรื่องนี้จากนางศุภจี แต่นายวีระพงษ์ได้มาปรึกษาผมว่าได้รับการทาบทามให้ไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย เพื่อไปเป็นหัวหน้าคณะในการเจรจากับสหภาพยุโรป ในเรื่องของข้อตกลงเขตการค้าเสรี โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปีนี้ กรณีของนายวีระพงษ์จึงแตกต่างจากการให้คำปรึกษาหรือเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีแบบไม่เป็นทางการ เพราะเป็นตำแหน่งทางการเมือง เป็นทางการ และมีค่าตอบแทน ขณะนั้นตนเข้าใจว่ายังเป็นการพูดคุยในลักษณะส่วนตัว ไม่ทราบว่าจะมีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ออกไปจากฝั่งรัฐบาล
ทั้งนี้ เราเห็นตรงกันว่างานนี้เป็นงานที่ฝ่ายนายวีระพงษ์มีความถนัดและความชอบเป็นพิเศษ และรัฐบาลรวมทั้งประเทศจะได้ประโยชน์ หากนายวีระพงษ์เข้ารับหน้าที่นี้ แต่โดยสถานะของนายวีระพงษ์ที่เป็นรองหัวหน้าพรรคและสมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ จะเกิดความสับสนและขัดแย้งกันในตัว ในสถานะของความเป็นพรรคฝ่ายค้าน สุดท้ายจึงเห็นพ้องกันว่า หากนายวีระพงษ์มีความประสงค์จะไปรับตำแหน่ง ก็ต้องออกจากรองหัวหน้าพรรค และความเป็นสมาชิกพรรคของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะนี้จึงอยู่ที่นายวีระพงษ์จะตัดสินใจและดำเนินการ


