xs
xsm
sm
md
lg

รสนาค้านอนุทินกู้เงิน 150,000 ล้านบาท ใส่กองทุนน้ำมันเพื่ออุ้มโรงกลั่น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อดีต ส.ว.กทม.ค้านรัฐบาลอนุทินกู้เงิน 150,000 ล้านบาทใส่กองทุนน้ำมัน ชี้เป็นภาระประชาชนผ่อนส่งหนี้แต่กำไรตกอยู่ที่โรงกลั่น แฉยับสูตรผสมน้ำมันชีวภาพยิ่งเติมยิ่งแพงแต่พรางตาว่าถูกด้วยเงินกองทุนฯ จี้หยุดขูดรีดและเลิก พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ ปี 62 ทันที

วันนี้ (7 เม.ย.) น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีต ส.ว.กทม. โพสต์ข้อความหัวข้อ "ร่วมกันคัดค้านรัฐบาลไม่ให้กู้ 1.5 แสนล้านใส่กองทุนน้ำมันฯ เพื่ออุ้มโรงกลั่น" ระบุว่า "มีข่าวว่าการประชุมคณะรัฐมนตรีชุดใหม่วาระแรกจะพิจารณาการกู้เงิน 1.5 แสนล้านบาทให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อชดเชยราคาน้ำมันนั้น ขอเสนอว่ารัฐบาลต้องหยุดกู้เงินมาสร้างภาระให้ประชาชนได้แล้ว จากโครงสร้างราคาน้ำมันที่แสดงล่าสุด คือวันที่ 3 เม.ย. 2569 มีน้ำมันฯ เพียง 3 ชนิดที่ได้รับการชดเชย ได้แก่

1. ไบโอดีเซล บี 7 ชดเชย 14.27 บาทต่อลิตร
2. ไบโอดีเซล บี 20 ชดเชย 16.64 บาทต่อลิตร
3. เบนซิน อี 20 ชดเชย 2.66 บาทต่อลิตร

เบนซินชนิดอื่นลอยตัวตามราคาตลาดโลก แถมถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ได้แก่

- เบนซิน 95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 6.59 บาทต่อลิตร
- แก๊สโซฮอล์ 91, 95 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 43 สตางค์ต่อลิตร
- แก๊สโซฮอล์ อี 85 ส่งเงินเข้ากองทุนฯ 3.31 บาทต่อลิตร

การเอาน้ำมันชีวภาพ เช่น เอทานอล ไบโอดีเซลมาเติม ไม่ได้ทำให้น้ำมันผสมมีราคาถูกลง มีแต่เติมแล้วกลับแพงขึ้น เช่นบี 20 (เติมไบโอดีเซล 20%) ต้องชดเชยมาก กว่าน้ำมันบี 7 (ที่ผสมไบโอดีเซล 7%) ทั้งที่การผสมไบโอดีเซลถึง 20% ควรมีราคาถูกลงด้วยเนื้อน้ำมัน แต่กลายเป็นยิ่งเติมมากยิ่งแพงขึ้น การที่บี 20 มีราคาถูกกว่าบี 7 ลิตรละ 5 บาท ไม่ใช่เพราะมีไบโอดีเซลถูกกว่า แต่ที่มีราคาถูกกว่า 5 บาทเพราะใช้มายากลทางคณิตศาสตร์มาตบตา โดยเอาเงินกองทุนฯ ที่ควักจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันมาอุ้มเพิ่มให้อีกลิตรละ 2.37 บาท, รัฐบาลลดภาษีสรรพสามิตให้อีก 97 สต.ต่อลิตร และลดค่าการตลาดลงไป 86 สต. นอกนั้นก็ได้ลดจากภาษีแวต รวมๆ ลดไป 5 บาท จึงหลอกตาให้คนมาเติมบี 20 เพราะเข้าใจผิดว่าราคาถูกกว่าบี 7 ถึง 5 บาท

การที่โรงกลั่นเป็นธุรกิจเอกชน จึงไม่ควรมีสิทธิ์มาบังคับประชาชนให้เติมน้ำมันผสม และใช้เล่ห์กลเอาเงินประชาชนมาอุ้ม เข้าตำรา “อัฐยายซื้อขนมยาย” การที่ไม่ยอมบอกราคาว่าเอทานอลลิตรละเท่าไหร่ ไบโอดีเซลลิตรละเท่าไหร่ ถือว่าเป็นการจงใจปิดหูปิดตาประชาชน ใช่หรือไม่

ในต่างประเทศ เขาใช้รถ Flex Car คือรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงแบบยืดหยุ่น ให้ประชาชนมีสิทธิ์เลือกว่าจะเติมน้ำมันพื้นฐาน ผสมน้ำมันชีวภาพกี่เปอร์เซ็นต์ โดยการเติมผสมกันเองตามราคาถูกแพงของเนื้อน้ำมันตามที่เป็นจริง ไม่ใช่มีราคาถูก เพราะล้วงเงินประชาชนจากกองทุนน้ำมันฯ มาชดเชย

น้ำมันชีวภาพวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่า ราคาเนื้อน้ำมันต้องถูกกว่าจึงจะสามารถแข่งขันได้ โดยไม่มีเงินชดเชยมาอุ้ม การใช้กองทุนฯ มาอุ้มราคาน้ำมันชีวภาพไม่ได้ช่วยเกษตรกรอย่างที่อ้าง แต่เป็นการแสวงหากำไรของโรงกลั่น โดยเอาน้ำมันชีวภาพราคาแพงใกล้เคียงน้ำมันพื้นฐานมาแทรกขายให้ประชาชนแบบบีบบังคับ โดยเอาเงินของประชาชนจากกองทุนน้ำมันมาอุ้มราคา อุ้มราคากี่บาทก็คือประชาชนเป็นหนี้ต้องใช้คืนเงินจำนวนนั้นแบบผ่อนส่ง

น้ำมันผสมจึงมีราคาแพงกว่าน้ำมันพื้นฐาน แต่พรางตาว่าถูกกว่าด้วยเงินของประชาชนทั้งสิ้น เพื่อกำไรของโรงกลั่น เป็นหลัก ใช่หรือไม่

รัฐบาลจึงไม่ควรปล่อยให้ระบบเช่นนี้ดำรงอยู่เพื่อขูดรีดประชาชนอีกต่อไป ด้วยการปล่อยให้ใช้เล่ห์กลทางตัวเลขราคาที่มีการคำนวณถ่างราคาด้วยการล้วงเงินจากกระเป๋าประชาชนผู้ใช้น้ำมันผ่านกองทุนน้ำมันฯ ไปประกันกำไรสูงสุดให้ผู้ค้าน้ำมันที่ไม่เคยเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขกับประชาชนที่กำลังเดือดร้อนกันทั้งประเทศจากวิกฤตน้ำมัน

ยิ่งกว่านั้น ประชาชนยังถูกซ้ำเติมเด้งที่ 2 จากแก๊งลักลอบกักตุนน้ำมัน และแก๊งน้ำมันเถื่อน ที่หาประโยชน์จากการกักตุนจนน้ำมันขาดแคลน สร้างความเสียหายต่ออาชีพประชาชน เช่นสินค้าเกษตรเสียหายจากการไม่มีน้ำมันไปส่งสินค้า ข้าวในนาเสียหายเพราะขาดน้ำมันเติมเครื่องสูบน้ำ การกักตุนเพื่อรอเวลาที่จะโกงราคาน้ำมันจากการกักตุน โดยใช้สต๊อกเดิมขายในราคาใหม่ ซึ่งไม่ต่างจากการปล้นประชาชน ใช่หรือไม่

ราคาน้ำมันที่แพงเกินจริง ทำให้ต้นทุนสินค้าอย่างอื่นพุ่งขึ้นแบบฉุดไม่อยู่ ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ของแพงทั้งแผ่นดิน

จึงขอเรียกร้องรัฐบาลให้ยกเลิก พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 จะดีกว่า เพราะกองทุนน้ำมันฯ ทำหน้าที่ในการประกันกำไรให้กับฝ่ายผู้ประกอบการ มากกว่าดูแลราคาน้ำมันและก๊าซหุงต้มที่เป็นธรรมให้แก่ประชาชน กองทุนน้ำมันฯ กลายเป็นภาระประชาชนที่ซ่อนกำไรโรงกลั่น เป็นเกราะกำบังสายตาประชาชนจากราคาน้ำมันที่ไม่ได้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี ตามที่อ้างแต่อย่างไร

สิ่งที่รัฐบาลใหม่ควรทำเพื่อปลดแอกประชาชนจากกองทุนน้ำมัน คือกำหนดโครงสร้างก๊าซหุงต้มเสียใหม่ คือเปลี่ยนให้ครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มที่ผลิตได้จากอ่าวไทยในราคาในประเทศ ดังที่เคยปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ แต่ถูกยกเลิกก๊าซหุงต้มที่เป็นสินค้าควบคุมราคา โดยไปอ้างอิงราคานำเข้าจากซาอุดีอาระเบีย ทั้งที่ก๊าซหุงต้มเป็นทรัพยากรของประเทศไทยที่ผลิตได้เองภายในประเทศถึงปีละ 3 ล้านตัน ครัวเรือนไทยใช้แค่ 2 ล้านตัน

หากรัฐบาลเปลี่ยนแนวทางกำหนดราคา ให้ครัวเรือนใช้ก๊าซหุงต้มเป็นราคาในประเทศ กองทุนน้ำมันฯ จะไม่มีภาระต้องชดเชยแม้แต่บาทเดียวให้ผู้ประกอบการที่ขายก๊าซหุงต้มที่ผลิตเองภายในประเทศ ด้วยราคาตลาดโลก ใช่หรือไม่ ?!

กรณีก๊าซหุงต้ม (LPG) สมัยรัฐบาล พล.อ เปรม ติณสูลานนท์ พบแหล่งก๊าซเชิงพาณิชย์ในอ่าวไทย และรัฐบาลมีมติให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อน ส่วนที่เหลือจึงให้ภาคส่วนอื่นใช้ เช่น ภาคยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรม และภาคปิโตรเคมี

แต่ปัจจุบัน ปิโตรเคมี ที่เป็นบริษัทลูกของ บมจ.ปตท. กลับได้ใช้ก๊าซ LPG ก่อน เป็นราคาในประเทศแทนครัวเรือน แต่การขายผลิตภัณฑ์พลาสติกของปิโตรเคมีก็ขายในราคาตลาดโลก ไม่ได้ขายราคาถูกกว่าเพราะใช้ทรัพยากรในประเทศแต่อย่างไร ใช่หรือไม่

ในช่วงวิกฤตยามนี้ จึงทำให้เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกพาเหรดขึ้นราคาสูงลิ่วตามราคาตลาดโลกตีคู่กับราคาน้ำมัน ใช่หรือไม่

สรุปข้อเสนอต่อรัฐบาลท่านอนุทิน รัฐมนตรีกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน และรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์

1. โครงสร้างราคาพลังงาน หากใช้ราคาอิงสิงคโปร์ ควรตัดค่าพรีเมียมที่ประกอบด้วยค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทางจากสิงคโปร์มาไทย เพราะน้ำมันกลั่นในประเทศไทยทั้งหมดจึงไม่มีค่าใช้จ่ายดังกล่าว ค่าปรับปรุงคุณภาพระหว่างน้ำมันสิงคโปร์ที่ต่างจากไทย และค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ควรตัดออกทั้งหมด จะช่วยลดราคาลงได้ลิตรละ 1 บาท

2. กำหนดเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้เกิดลาภลอยเมื่อมีวิกฤตการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นโดยไม่ใช่ประสิทธิภาพของโรงกลั่น ที่เสนอคุมเพดานค่าการกลั่นที่ 2 บาทต่อลิตร เพราะการกลั่นน้ำมันเพื่อการใช้ภายในประเทศ ปีละ 60,000 ล้านลิตร ค่าการกลั่น 2 บาทต่อลิตร ก็ได้ค่าการกลั่นปีละ 120,000 ล้านบาทแล้ว เป็นค่าการกลั่นที่เป็นธรรมต่อผู้ใช้น้ำมันในประเทศ และโรงกลั่นมีกำไร

หากเพิ่มค่าการกลั่นเป็น 3 บาทตามที่นักวิชาการสายโรงกลั่นเสนอ เท่ากับเพิ่มกำไรให้โรงกลั่นอีกปีละ 60,000 ล้านบาทไปเหนาะๆ ทีเดียว

3. รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังควรพิจารณาปรับลดสรรพสามิตน้ำมันตามสถานการณ์เพื่อลดภาระราคาน้ำมันแพงให้ประชาชน

4. รัฐบาลควรยกเลิก พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันฯ พ.ศ. 2562 ปัจจุบันราคาเบนซินถูกปล่อยลอยตัวอย่างสมบูรณ์ แต่ยังถูกรีดเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ เพื่อชดเชยดีเซล และก๊าซหุงต้ม จึงเสนอให้ลอยตัว โดยไม่มีการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ อีก และไม่ต้องกู้เงิน 1.5 แสนล้านมาเป็นภาระหนี้ของประชาชน

รัฐบาลควรช่วยแก้ปัญหาน้ำมันแพงตามความจำเป็น โดยช่วยเหลือตรงไปที่กลุ่มเปราะบาง 5 กลุ่มตามที่รัฐบาลกำหนดไว้ โดยอุดหนุนจากภาษีของรัฐบาล

5. เปิดให้มีการขายน้ำมันพื้นฐาน ดีเซลและเบนซินล้วน ตามโครงสร้างราคาใหม่ โดยไม่มีการโก่งราคา ไม่มีการผสมน้ำมันชีวภาพ

น้ำมันชีวภาพทั้งเอทานอล และไบโอดีเซล ควรเป็นทางเลือกให้ประชาชนเลือกเติมด้วยราคาที่แข่งขันได้ ไม่ใช่ด้วยการชดเชยจากเงินของประชาชนผ่านกองทุนน้ำมันฯ

6. เปลี่ยนให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก๊าซหุงต้มก่อนภาคส่วนอื่นที่เป็นราคาที่เป็นธรรมในประเทศเหมือนสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จะสามารถตัดการชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ ได้

หากรัฐบาลท่านอนุทินทำได้เช่นนี้ จึงจะถือได้ว่าท่านทำเพื่อประชาชนที่ได้เลือกท่านมา ไม่ใช่ใช้วาทกรรมสวยหรู แต่ผลจากการกระทำหรือละเว้นการกระทำ กลับเป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่เห็นๆ กันอยู่คนรู้กันทั้งประเทศ แต่ท่านนายกฯ รู้ช้ากว่าคนอื่น ใช่หรือไม่ !!??

รสนา โตสิตระกูล
6 เมษายน 2569

#คัดค้านการกู้ 1.5 แสนล้าน
#กองทุนน้ำมัน
#หยุดอุ้มโรงกลั่น"