"หมอวรงค์" จวกยับสวัสดิการอดีต ส.ส. - ส.ว. ทะลุเพดาน จี้สภาฯ ยกเลิกบำนาญ ชี้เป็น "กองทุนอภิสิทธิ์" ผลาญภาษีประชาชน ชำแหละ 5 สิทธิประโยชน์สุดอู้ฟู่ แลกเงินสมทบ 3,500 บาท นั่ง ส.ส. แค่ 1 ปี รับบำนาญตลอดชีพ แฉกองทุนติดลบต่อเนื่อง จ่อผลาญงบภาษีแตะพันล้าน จี้ผู้แทนฯ เสียสละยกเลิกบำนาญ
เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 30 ก.ย. 2567 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส. บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้อภิปรายชำแหละโครงสร้างของกองทุนฯ โดยระบุว่าเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ ที่เอาเปรียบประชาชน พร้อมเรียกร้องให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาเสียสละ ด้วยการยกเลิกสิทธิประโยชน์ด้านบำนาญ
นพ.วรงค์ ระบุว่า กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา หากเรียกให้ประชาชนเข้าใจง่ายก็คือ "กองทุนสวัสดิการของอดีต สส. และ สว." ซึ่งเป็นกองทุนที่สมาชิกรัฐสภาเป็นผู้พิจารณากฎหมายและออกระเบียบกันเอง โดยปัจจุบันสมาชิกจ่ายเงินสมทบเพียงเดือนละ 3,500 บาท แต่กลับได้รับสวัสดิการที่ทะลุเพดาน ถึง 5 ประการ ได้แก่ 1. เงินทุนเลี้ยงชีพ (บำนาญ) ได้รับเงินดูแลไปตลอดชีวิตหลังพ้นตำแหน่ง 2. ค่ารักษาพยาบาลและตรวจสุขภาพ เบิกได้สูงสุดถึง 130,000 บาทต่อปี 3. เงินช่วยเหลือบุตร สามารถเบิกค่าเล่าเรียนบุตรได้ 2 คน จนถึงระดับก่อนปริญญาตรี 4. กรณีทุพพลภาพ ได้รับเงินบำนาญตามข้อ 1 และรับเงินเพิ่ม (On Top) อีกเดือนละ 15,000 บาท และ 5. กรณีถึงแก่กรรม ครอบครัวจะได้รับเงินก้อนช่วยเหลือ 200,000 บาท
ประเด็นที่ นพ.วรงค์ เน้นย้ำเป็นพิเศษคือเรื่องเงินทุนเลี้ยงชีพ หรือบำนาญ โดยเปิดเผยว่ามีการปรับแก้ระเบียบใหม่ในปี 2567 สมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งเอื้อประโยชน์อย่างมหาศาล หากดำรงตำแหน่งเพียง 1 ปีขึ้นไปแล้วมีการยุบสภา อดีตสมาชิกผู้นั้นจะได้รับบำนาญเริ่มต้นที่ 21,300 บาทไปตลอดชีวิต หรือหากอายุการทำงานสูงถึง 24 ปีขึ้นไป จะได้รับเงินสูงถึง 42,700 บาทต่อเดือนตลอดชีพ ในกรณีที่ดำรงตำแหน่งไม่ถึง 1 ปี ยังจะได้รับเงินชดเชยเป็นจำนวน 4 เท่าของระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง เช่น หากเป็น ส.ส. 10 เดือน จะได้รับเงิน 21,300 บาท คูณด้วย 40 เดือน เป็นต้น
นพ.วรงค์ เปิดเผยข้อมูลทางการเงินของกองทุนพบว่า มีสภาวะติดลบมาโดยตลอด ในปี 2566 ติดลบ 19 ล้านบาท, ปี 2567 ติดลบ 23 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากงบประมาณรายจ่ายที่สูงกว่าเงินสมทบหลายเท่าตัว เมื่อเทียบกับกองทุนประกันสังคม หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) สัดส่วนที่รัฐนำเงินภาษีมาอุดหนุนกองทุนอดีต ส.ส. และ ส.ว. นั้นสูงกว่าถึง 13-15 เท่า ในปีงบประมาณ 2568 ต้องดึงเงินงบกลางมาสนับสนุนกว่า 500 ล้านบาท และปีงบประมาณ 2569 มีการตั้งงบประมาณไว้ที่ 420 ล้านบาท
นอกจากนี้ ปัจจุบันมีอดีต ส.ส. และ ส.ว. ยื่นรับสิทธิ์เพียง 1,291 คน จากฐานสมาชิกทั้งหมด 3,832 คน ซึ่งหากสมาชิกมาใช้สิทธิ์ครบทั้งหมด ภาระงบประมาณอาจพุ่งสูงแตะเกือบ 1,000 ล้านบาทต่อปี
ในช่วงท้ายของการอภิปราย นพ.วรงค์ ได้ฝากข้อคิดถึงสมาชิกรัฐสภาว่า ในวันที่ไม่มีตำแหน่ง การนำเงินภาษีของประชาชนมาเลี้ยงดูอดีตนักการเมืองไปตลอดชีวิต เป็นสิ่งที่ประชาชนและข้าราชการผู้เสียสละไม่อาจรับได้
"ผมจึงอยากจะเรียกร้องว่า ให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ลองช่วยกันเสียสละสักครั้งนึง ยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมยังพอรับได้ แต่บำนาญที่มันเป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดูเนี่ย ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้" นพ.วรงค์ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับคำต่อคำ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม มีดังนี้
“กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี วันนี้ผมจะขออนุญาตอภิปราย ทั้งเสนอแนะ ซักถาม และมีมุมมองบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับกองทุนที่ชื่อว่า กองทุนผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ลำพังกองทุนนี้เนี่ย ถ้าเราฟังผิวเผิน ประชาชนไม่เข้าใจ และถ้าเรียกกองทุนนี้ว่า กองทุนสวัสดิการของอดีต ส.ส. ส.ว. ผมเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ และผมคิดว่ากองทุนนี้มันเป็นประเด็นสำคัญที่พวกเรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จะมีส่วนได้เสียกับกองทุนนี้ในอนาคต ในวันที่เราไม่มีตำแหน่ง ผมกล้าพูดได้เต็มปากเลยว่า กองทุนนี้ยังไงก็แล้วแต่ ก็เป็นกองทุนที่ต้องติดลบอยู่แล้ว และถือว่าเป็นกองทุนอภิสิทธิ์ของพวกเรา เนื่องจากว่าพวกเราเป็นคนเสนอเองพิจารณากฎหมายเอง และผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับพวกเราเป็นคนออกระเบียบเอง และผมกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า เป็นกองทุนที่เอาภาษีของพี่น้องประชาชนมาดูแลพวกเรามากที่สุดในทุกๆ กองทุนที่มีการพิจารณาเมื่อสักครู่ เมื่อเปรียบเทียบกัน
กองทุนนี้จริงอยู่ หลายท่านออกมาชี้แจงว่า เป็นกองทุนที่จ่ายเงินสมทบ โดยให้ท่าน ส.ส. หรือ ส.ว. ในปัจจุบันเนี่ยจ่ายคนเดือนละ 3,500 บาท แต่ท่านประธานก็คงจะทราบนะครับว่าเราจ่าย 3,500 บาท เมื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ในเชิงสวัสดิการ 5 สิทธิ
สิทธิแรก ก็คือเรื่องเงินทุนเลี้ยงชีพ ถ้าพูดภาษาชาวบ้านคือ บำนาญ เฉพาะประเด็นนี้ต้องย้ำให้เห็นเห็นภาพเนื่องจากว่าคนไม่ค่อยใจ มักจะมาเถียงกับผมว่า ส.ส. ส.ว. เมื่อไม่ได้ตำแหน่งไปแล้วเนี่ย ไม่มีบำนาญ ภาษากฎหมายเขาใช้คำว่าเงินทุนเลี้ยงชีพ แต่การจ่ายแบบบำนาญ ซึ่งรายละเอียดสิทธิประโยชน์อย่างนี้ เดี๋ยวผมจะอธิบายเพิ่มเติมให้เห็นภาพ
สิทธิประโยชน์ที่ 2 ก็คือค่ารักษาพยาบาล หรือถ้าไม่เจ็บป่วย ตรวจร่างกายได้ปีละไม่เกิน 130,000 บาท ผมถือว่าเยอะมาก
สิทธิประโยชน์ที่ 3 ก็คือเงินช่วยเหลือบุตร พวกเราเนี่ย ถ้าหลังจากที่ไม่ได้ตำแหน่งไปแล้ว ถ้าใครมีลูก 2 คน ยังเรียน ไม่ถึงระดับปริญญาตรีอยู่ สามารถเบิกค่าเล่าเรียนลูกได้ 2 คน ตามกฎเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง
สิทธิประโยชน์ที่ 4 ก็คือกรณีทุพลภาพ นอกจากได้บำนาญตามข้อหนึ่งแล้วเนี่ย ยังได้_ ON TOP ก็คือเงินเพิ่มอีก 15,000 บาทต่อเดือน
และสิทธิประโยชน์ที่ 5 คือกรณีเมื่อถึงแก่กรรม ลูกหรือครอบครัวจะได้ประมาณเงินก้อนคือ 200,000 บาท
นี่คือ 5 สิทธิประโยชน์ที่พวกเราจ่าย 3,500 ต่อเดือน ผมว่ามันเป็นสิทธิประโยชน์ที่ทะลุฟ้า ท่านประธาน และทะลุเพดานที่ถือว่าไม่มีกองทุนไหนที่ให้สวัสดิการมากมายขนาดนี้ จนผมมีความรู้สึกว่า เราเอาเปรียบประชาชนมากเกินไปหรือไม่ อะไรลดได้ลด อะไรตัดได้เราควรจะตัด เพราะมิฉะนั้นแล้ววันนึงกองทุนนี้ก็ต้องถังแตก แม้ปี 66 เราก็ติดลบไป 19 ล้านบาท ปี 67 ติดลบไป 23 ล้านบาท เดี๋ยวผมมีตัวเลขชี้แจงว่าทำไมถึงติดลบ และเราควรจะมีทางออกแบบไหนครับ
บำนาญของพวกเราเนี่ยมีการปรับเปลี่ยนตามยุคตามสมัย ของการออกกฎหมาย ตัวนี้ จริงอยู่ระเบียบกองทุนนี้มีการอ้างอิง พ.ร.บ.ว่าด้วยกองทุนของอดีตผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ออกครั้งแรกปี 56 ตอนสมัยรัฐบาลท่านนายกยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร) และมีการเปลี่ยนแปลงปี 58 ตอนสมัยรัฐบาลท่านพลเอกประยุทธ์ (จันทร์โอชา) และสิทธิประโยชน์นี้ เรื่องบำนาญ มีการ เปลี่ยนเมื่อปี 67 ตอนสมัยรัฐบาลท่านนายกเศรษฐา (ทวีสิน)
ผมขอเอาปี 67 จนถึงปัจจุบันนี่คือสิทธิประโยชน์พวกเรา ท่านประธานเชื่อไหมครับว่า พวกเราเนี่ยเป็น ส.ส. 1 ปี ถ้ามีการยุบสภา ได้บำนาญเลี้ยงดูตลอดชีวิต ผมว่าเราเอาเปรียบประชาชนมากเกินไป โดยที่สตาร์ทที่ 21,300 บาท ได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีวิต
ยิ่งเดี๋ยวนี้พวกเราอายุน้อยๆ กันก็เยอะครับ 20 กว่า 30 กว่า เกิดถ้ามีการยุบสภา รัฐบาลชุดนี้สมมติว่าผ่านไป 1 ปีแล้วยุบสภา ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราตลอดชีวิต จนถึงไม่รู้จะเสียชีวิตเมื่อไหร่ ยิ่งผมดูอายุเฉลี่ยตอนนี้ 70 กว่า 80 เผลอๆ เลี้ยงดูไป 40 ปี 50 ปี เฉพาะเรื่องบำนาญ แล้วเรามาดูครับ ตอนสมัยปี 56 จนถึงปี 57 ถ้าเป็น ส.ส. ไม่ถึง 4 ปี 21,300 4 ปี ถึง 8 ปี 24,900 8 ปี ถึง 12 ปี ได้ 28,400 ยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ กำหนดไว้ว่า ให้บำนาญแค่ 2 เท่า คือลดสิทธิประโยชน์ ตอน สมัยท่านยิ่งลักษณ์ ถ้าเป็นหนึ่งเดือนได้ตลอดชีวิต มารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ให้ระยะเวลา 2 เท่า โดยสตาร์ทที่ 9,000 บาท แล้วขยับมาเป็น 12,000 มาเป็น 14,300
มาท่านเศรษฐา จนถึงปัจจุบันนี้ ปรับเป็น ดำรงตำแหน่ง 1 ปีขึ้นไป ได้บำนาญตลอดชีวิต แต่ถ้าบังเอิญพวกเราเนี่ย มีการยุบสภาที่ต่ำกว่า 1 ปี ได้ 4 เท่าของระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง ผมยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่า ถ้าพวกเราเป็น ส.ส. สัก 10 เดือน มีการยุบสภา เราจะได้บำนาญ 21,300 นะครับ แต่ 4 เท่าก็คือ 40 เดือน นี่คือตัวอย่าง ผมให้ดูสไลด์ถัดไปให้เห็นภาพรวมทั้งหมด
สังเกตนะครับว่า ถ้าเป็น ส.ส. หรือ ส.ว. 12 ปี ถึง 16 ปี เกณฑ์ปัจจุบันนะครับ ได้ 32,000 จนตลอดชีพ 16 ถึง 20 ปีได้ 35,600 ตลอดชีพ 20 ถึง 24 ปี ได้ 39,100 ตลอดชีพ 24 ปีขึ้นไปได้ 42,700 ตลอดชีพ นี่คือสิทธิประโยชน์ที่กองทุนนี้โดยพวกเราเอง ดำเนินการกันเอง ตั้งงบกันเอง และยกมือกันเอง สนับสนุนกันเอง ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้
ผมมีตัวเลขค่าใช้จ่ายที่ผมดูย้อนหลัง เชื่อไหมครับว่าตัวเลขค่าใช้จ่ายกองทุนนี้เนี่ย เมื่อมีการตั้งกองทุนตอนปี 57 เราใช้เงินประเดิม ซึ่งเป็นเงินที่รัฐบาลให้กองทุนที่มา 648 ล้านบาท และปี 58 หลังจากนั้นแล้วเราใช้เงินลดน้อยลง เนื่องจากว่าหลังจาก คสช. (คณะรักษาความสงบแห่งชาติ) เข้ามา คสช. ลดสิทธิประโยชน์ ตอนปี 57 ตั้ง 648 ล้านบาท กลายเป็นเงินประเดิมที่รัฐบาลให้เรามา ใครเป็น ส.ส. หนึ่งเดือน ได้รับการเลี้ยงดูตลอดชีพ หลังจากนั้นปี 58 จนถึงปี 67 เงินเราใช้ลดลง แต่บางช่วงก็ใช้สูงถึง 300 ล้านบาท เพราะว่าเงินบำนาญสตาร์ทที่ 9,000 บาท และให้ระยะเวลาแค่ 2 เท่าของการดำรงตำแหน่ง
แต่ปี 67 มีการแก้ไขกฎระเบียบ สังเกตไหมครับท่านประธาน ปี 68 งบประมาณไม่พอใช้ เพราะเงินมันโป่งมากขึ้น มันใช้มากขึ้น ต้องตั้งงบงบกลาง ปี 68 กลายเป็นเอาเงินภาษีประชาชนมาเลี้ยงดูพวกเราเนี่ย ประมาณ 500 กว่าล้าน และปี 69 ตั้งงบไว้ 420 ล้าน
ท่านเชื่อไหมครับว่า เราเก็บเดือนละ 3,500 ส.ส. 500 คน ส.ว. 200 คน เดือนหนึ่งได้ประมาณ 29,400,000 ถ้าไปเทียบกับกองทุนประกันสังคม หรือไปเทียบกับ กบข. (กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ) ที่เป็นข้าราชการ สัดส่วนการที่เอาเงินของรัฐมาอุดหนุนมันต่างกันมาก ถ้าเป็น กบข. เนี่ย จ่าย 3% รัฐช่วยมาสมทบประมาณโดยรวมคือ 5% ถ้าเป็นประกันสังคมเนี่ย พี่น้องประกันตนจ่าย 5% นายจ้างจ่าย 5% รัฐจ่าย 2.5% แต่ถ้าเป็นของพวกเรา 3,500 ปีหนึ่งจ่ายเท่าไหร่ 400 กว่าล้านถึง 500 ล้าน มันตกประมาณ 13 ถึง 15 เท่า ซึ่งมันมากๆๆ ไม่มีใครทำได้ ยกเว้นพวกเรา เพราะเรากำหนดเกม หรือเราเป็นคนโหวตกันเอง
ตัวเลขขณะนี้เนี่ย สมาชิกที่เป็นอดีต ส.ส. ส.ว. 3,832 คน ท่านประธานเห็นไหมครับว่า มีคนยื่นแล้วประมาณ 1,291 คน ขณะที่ตัวเลขคนยื่นรับบำนาญ 1,291 คน วันนี้งบยังโป่งไป 400 ถึงเกือบ 500 ล้านบาทแล้ว และถ้า 3,832 คนรับรู้หมด มายื่นขอรับบำนาญหมด กองทุนนี้มันจะโป่งไปขนาดไหน เผลอๆ ปีหนึ่งเกือบพันล้านบาท
และท่านประธานนึกภาพนะครับว่า ในทุกยุคทุกสมัยเนี่ย พวกเราก็จะหายไปประมาณ 30% เหมือนผมเคยหายไป ส.ว. ครบวาระก็จะรับเงินจากกองทุนนี้ ถามว่าแล้วกองทุนนี้จะเป็นยังไง มันจะกลายเป็นกองทุนที่แบกรับภาระคิดเป็นสัดส่วนของเปอร์เซ็นต์มากที่สุดในประเทศ
ภายใต้สภาวะอย่างนี้ เรา ส.ส. ส.ว. เป็นนักการเมืองที่อาสาเข้ามา วันที่ไม่มีตำแหน่ง ประชาชนต้องเลี้ยงดูพวกเราจนตลอดชีพเชียวหรือ ผมว่าประชาชนรับไม่ได้ เพื่อนข้าราชการ และที่รับประกันสังคม รับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมจึงอยากจะเรียกร้องว่า ให้พวกเราในฐานะผู้มีส่วนได้เสีย ลองช่วยกันเสียสละสักครั้งนึง ยกเลิกบำนาญ สิทธิประโยชน์อื่นผมยังพอรับได้ แต่บำนาญที่มันเป็นภาระที่ประชาชนต้องเอาภาษีมาเลี้ยงดูเนี่ย ผมเชื่อว่าประชาชนรับไม่ได้ เสนอให้ยกเลิกบำนาญครับ ขอบคุณครับ”


