ม.รังสิตแถลงโต้ปมเลิกจ้าง "รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์" หลังให้ข้อมูลบิดเบือนประเด็นลักทรัพย์ดินมหาวิทยาลัย ยันพ้นตำแหน่งบริหารตามกฎหมายหลังเปลี่ยนอธิการบดีใหม่ ด้านคณะกรรมการสอบสวนชุด "วิชา มหาคุณ" ฟันความผิดวินัยร้ายแรง จงใจทำลายชื่อเสียงสถาบัน สั่งพ้นสภาพบุคลากรทันทีโดยไม่จ่ายชดเชย
วันนี้ (1 เม.ย. 2569) มหาวิทยาลัยรังสิต ออกแถลงการณ์ สืบเนื่องจากการโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการให้สัมภาษณ์ของ รองศาสตราจารย์พันตำรวจโท ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ที่กล่าวว่าถูกลงโทษทางวินัยและพ้นสภาพบุคลากร โดยไม่ได้รับเงินชดเชย
มหาวิทยาลัยรังสิตรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จากการให้ข้อมูลของ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล อดีตบุคลากรของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีการกล่าวอ้างถึงสาเหตุการพ้นจากตำแหน่งบริหารว่าตนเองได้เข้าไปปราบปรามการทุจริต
เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องบนบรรทัดฐานของความจริง มหาวิทยาลัยรังสิตใคร่ขอชี้แจง ดังต่อไปนี้
1. ประเด็นการพ้นตำแหน่งบริหาร
ข้อกล่าวอ้างที่ว่า "ถูกปลดจากตำแหน่งรองอธิการบดีเนื่องจากการปราบปรามทุจริต" นั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มหาวิทยาลัยรังสิตได้มีการปรับโครงสร้างการบริหารและวางยุทธศาสตร์ใหม่ โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ได้รับการแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัยให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อมีการแต่งตั้งอธิการบดีใหม่แล้ว การพ้นจากตำแหน่งของรองอธิการบดีชุดเดิมจึงเป็นไปโดยปริยาย ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 มาตรา 39 ซึ่งกำหนดให้เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่งรองอธิการบดีทุกคนต้องพ้นจากตำแหน่งตามกฎหมาย มีใช่การถูกสั่งปลดจากความผิดส่วนบุคคลหรือผลจากการตรวจสอบทุจริตตามที่กล่าวอ้าง
2. ประเด็นการลักทรัพย์ของมหาวิทยาลัย (ขโมยดิน)
เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างแท้จริง เนื่องด้วยมหาวิทยาลัยรังสิตมีโครงการก่อสร้างอาคารใหม่ จึงต้องมีการปรับปรุงพื้นที่และดำเนินการขนย้ายขยะ (ที่กองอยู่บนดิน) รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้รับรายงานจากผู้ใต้บังคับบัญชาพร้อมรูปถ่ายการเคลื่อนย้ายดังกล่าวว่ามีการขนดินออกไปด้วย
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่าข้อมูลที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นำไปสื่อสารต่อสาธารณะในลักษณะที่ว่ามีการขโมยดิน จำนวน 140 คันรถ เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง โดยมีหลักฐานยืนยัน ดังนี้
ในรายงานการสอบสวนภายในมหาวิทยาลัยที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เป็นประธานสอบสวนด้วยตนเองในขณะนั้น ได้ข้อสรุปชัดเจนว่า "ไม่มีหลักฐานชัดเจนเพียงพอว่ากระทำผิดอาญาตามข้อกล่าวหา" (ข้อหาลักทรัพย์)
อีกทั้งในชั้นต่อมา คณะกรรมการคุ้มครองการทำงาน ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกและผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ก็ได้พิจารณาร่วมกันและเห็นพ้องกับกรรมการในชั้นต้นว่าไม่ปรากฏพฤติการณ์การลักทรัพย์ตามที่กล่าวหา
3. ประเด็นการพิจารณาโทษทางวินัย
มหาวิทยาลัยรังสิตได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมีศาสตราจารย์พิเศษ วิชา มหาคุณ เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน โดยกรรมการชุดนี้ได้เรียกเอกสารทั้งหมดจากผู้เกี่ยวข้องและพยานบุคคลในด้านต่างๆ รวมถึงเอกสารชี้แจงจาก รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล
คณะกรรมการได้วินิจฉัยเสนอต่อมหาวิทยาลัยว่าการที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล นำประเด็นไปป่าวประกาศว่าเป็นการ "ปราบทุจริต" นั้น เป็นการสร้างเรื่องเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริงให้สังคมเข้าใจผิด
การกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับมหาวิทยาลัยรังสิต ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2550 เป็นการจงใจทำให้มหาวิทยาลัยได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติคุณอย่างร้ายแรง คณะกรรมการสอบสวน จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ลงโทษทางวินัยสถานหนัก คือ "เลิกจ้าง" โดยให้พ้นสภาพการเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย และไม่มีการจ่ายค่าชดเชยตามระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
มหาวิทยาลัยรังสิตจึงได้มีคำสั่งหมายเลข 325/2569 เรื่อง เลิกจ้างบุคลากร ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยรังสิตได้ส่งมอบผลการสอบสวนให้แก่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เรียบร้อยแล้ว คำสั่งนี้มีความยาว 12 หน้า (A4) อธิบายพฤติการณ์แห่งคดีและข้อวินิจฉัยทางกฎหมายอย่างละเอียด อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยรังสิต ไม่สามารถเผยแพร่คำสั่งดังกล่าวโดยปราศจากการยินยอม รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล เนื่องด้วยเป็นข้อมูลส่วนบุคคล
มหาวิทยาลัยรังสิตถือพันธกิจสร้างสรรค์สังคมธรรมาธิปไตย ยึดถือธรรมาภิบาลและความโปร่งใสมาโดยตลอด และพร้อมปกป้องเกียรติภูมิของสถาบัน มีให้บุคคลใดนำข้อมูลอันเป็นเท็จไปสร้างความเข้าใจผิดต่อสังคม
ทั้งนี้ ข้อร้องเรียนอื่นใดที่ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ได้กล่าวอ้างเกี่ยวข้องกับกระทรวงการ อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มหาวิทยาลัยรังสิตขอชี้แจงว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุในการเลิกจ้างทั้งสิ้น มหาวิทยาลัยรังสิตขอให้สื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ต่างๆ พิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน เพื่อมิให้ตกเป็นเหยื่อในการร่วมสร้างสถานการณ์ที่เพิ่มเติมข้อมูลเท็จแก่สังคมต่อไป


