xs
xsm
sm
md
lg

“หมอหม่อง” เตือนสติ ยิ่งเผาทุกปี ป่ายิ่งพัง-ฝุ่นยิ่งหนัก กางหลักฐานทำไมยิ่งแก้ไฟป่ายิ่งตัน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“หมอหม่อง” นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ ออกมากางข้อมูลนิเวศวิทยาชุดสำคัญ ตอบคำถามคาใจ 'ไฟป่าจำเป็นจริงหรือ?' ชี้ชัดป่ามีกลไกย่อยสลายเองได้โดยไม่ต้องพึ่งไฟ พร้อมเตือนการเผาซ้ำซากคือการฆ่าป่าทางอ้อม ทำดินเสื่อม-ความหลากหลายวูบ ย้ำต้องใช้ความรู้ไม่ใช่แค่ความเชื่อ

วันนี้ (31 มี.ค.) เฟซบุ๊ก “Rungsrit Kanjanavanit” ของ "หมอหม่อง" นพ.รังสฤษฎ์ กาญจนะวณิชย์ อาจารย์แพทย์โรคหัวใจประจำคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาคเหนือ ได้ออกมาโพสต์ถึงวิธีแก้ไขปัญหาไฟป่า โดยระบุว่า "ไฟป่า: ความเห็นที่ยังไม่บรรจบ

การแก้ปัญหาไฟป่าในบ้านเรามักเดินมาถึงทางตัน เมื่อมุมมองของนักวิชาการสายสังคม กับสายนิเวศวิทยา ยังให้คำตอบคนละทิศทาง

ความจริงแล้วยังมีอีกหลายประเด็นที่เห็นไม่ตรงกัน แต่วันนี้ผมขอชวนคิดในประเด็นพื้นฐานที่สุดก่อน

ไฟป่า…จำเป็นต่อป่าหรือไม่?

ฝ่ายหนึ่งเชื่อว่า “ไฟ” มีบทบาทสำคัญ การชิงเผาทุกปีช่วยกำจัดเชื้อเพลิงจากกองใบไม้ที่ทับถม หากปล่อยสะสมไว้ เมื่อเกิดไฟขึ้นจริง อาจรุนแรงจนควบคุมไม่ได้

บางคนยกตัวอย่างใกล้ตัว กองใบไม้ตามบ้านที่ใช้เวลานานมากกว่าจะย่อยสลายเป็นหลักฐานสนับสนุนแนวคิดนี้

อีกฝ่ายมองว่าป่าเต็งรังเป็นระบบนิเวศที่ “อยู่กับไฟ” พืชพรรณปรับตัวได้ และภูมิปัญญาของคนที่อยู่กับป่ามายาวนานก็เข้าใจกลไกนี้เป็นอย่างดี

แต่ก่อนจะสรุป เราอาจต้องหันมาทำความเข้าใจความรู้ทางนิเวศวิทยาพื้นฐานให้ดีก่อน

1. ป่า ไม่ใช่สวนหลังบ้าน

การย่อยสลายอินทรียวัตถุในป่าแตกต่างจากกองใบไม้ในบ้านอย่างสิ้นเชิง

ป่าที่สมบูรณ์ คือระบบที่เต็มไปด้วย “ผู้ย่อยสลาย” ทั้งปลวก ด้วงกินซาก หนอน แมลงสาบป่า ไส้เดือน รวมถึงจุลินทรีย์นับไม่ถ้วน และที่สำคัญที่สุด คือเครือข่ายของเห็ดราใต้ดิน

ในป่าดิบเขตร้อน
กระบวนการย่อยสลาย หรือการรีไซเคิล สารอินทรีย์นี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง

ใบไม้บางชนิดใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือนก็หายไป จนธาตุอาหารถูกกักเก็บอยู่ในมวลชีวภาพมากกว่าดิน

2. ป่าเต็งรัง: ระบบที่ “เร่ง-ชะลอ” ตามฤดูกาล

สำหรับป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณ
ที่มีฤดูแล้งชัดเจน การย่อยสลายไม่ได้เกิดขึ้นต่อเนื่องเหมือนในป่าดิบ
แต่ “ช้าลง” ในฤดูแล้ง
และ “เร่งขึ้น” ในฤดูฝน

โดยเฉลี่ย ใบไม้ใช้เวลาประมาณ 6-12 เดือนในการย่อยสลาย แม้จะช้ากว่าป่าดิบ
แต่ก็ยังเร็วกว่ากระบวนการย่อยสลาย
ในป่าเขตอบอุ่น หรือป่าสนในเขตหนาว อย่างมาก ซึ่งอาจใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี

3. ไฟ: สิ่งที่ป่าปรับตัวได้…แต่ไม่ใช่ไร้ขีดจำกัด

ป่าเต็งรังสามารถปรับตัวกับไฟได้ระดับหนึ่ง แต่ “การเผาซ้ำซากทุกปี” คืออีกเรื่องหนึ่งโดยสิ้นเชิง

ไฟที่เกิดบ่อยเกินไปจะค่อยๆ ลดความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้ดินเสื่อมสภาพ สูญเสียความสามารถในการอุ้มน้ำและท้ายที่สุด ทำให้ประสิทธิภาพของการย่อยสลายลดลง

เมื่อกลไกธรรมชาติอ่อนแอลง กองเชื้อเพลิงก็ยิ่งสะสมมากขึ้น กลายเป็นวงจรที่ยิ่งแก้…ยิ่งหนัก

4. การชิงเผา: เครื่องมือที่ต้องใช้ด้วยความเข้าใจ

การชิงเผา (prescribed burning) อาจมีบทบาทในบางบริบท

แต่ “เวลา” คือหัวใจสำคัญ

การจุดไฟในช่วงที่อากาศร้อนและแห้งจัด
อาจทำให้ไฟลุกลามรุนแรงกว่าที่คาด
และหากทำบ่อยเกินไป ผลกระทบต่อระบบนิเวศจะสะสม ทั้งระยะสั้นและระยะยาว

ดังนั้น การจัดการป่าโดยใช้ไฟ ต้องอาศัยองค์ความรู้ที่จะกำหนดความถี่ และช่วงเวลาที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่

เรื่องนี้คงต้องคุยกันอีกยาว ตรงนี้จะขอเกริ่นไว้เพียงเท่านี้

5. บ้านไม่ใช่ป่า

กองใบไม้ในบ้านที่ย่อยสลายช้า ไม่ได้สะท้อนความจริงของป่า

เพราะที่บ้าน เราขาดผู้ช่วยสำคัญ-ปลวก ไส้เดือน เห็ดรา ที่ทำหน้าที่เป็น “เครื่องจักรย่อยสลาย”

ยกเว้นเราจะมีจอมปลวกในสวน แบบนั้นเราจะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

6. ไฟกับประวัติศาสตร์ของภูมิทัศน์

การใช้ไฟของมนุษย์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมายาวนานนับพันปี หล่อหลอมไปกับวิถีชีวิตและวัฒนธรรม

เมื่อชุมชนขยายตัว ความถี่ของไฟก็เพิ่มขึ้นตาม

พืชที่ไม่ทนไฟค่อยๆ หายไป ระบบนิเวศที่ต้องการความชุ่มชื้นอย่างป่าดิบหรือป่าเบญจพรรณ จึงค่อยๆ เปลี่ยนสภาพกลายเป็นป่าเต็งรังในหลายพื้นที่

(หลักฐานทางวิทยาศาสตร์พบว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อนป่าเต็งรังไม่ได้มีพื้นที่กว้างขวางเช่นในปัจจุบัน)

ในทางตรงกันข้าม หากเราสามารถลดไฟลงได้ และปล่อยให้ความชุ่มชื้นกลับคืน
ดินฟื้นตัว ป่าเต็งรังก็จะค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็นป่าเบญจพรรณอีกครั้ง

ซึ่งไม่ได้แปลว่าดีกว่านะ แต่มันมีพลวัตตามปัจจัยของมัน

นักสังคม กับ นักนิเวศวิทยา ชีววิทยา
เราถนัดกันคนละอย่าง เราเอาข้อมูล หลักฐานเชิงประจักษ์มาแลกเปลี่ยนกัน ไม่ใช่เพื่อตอบสนองวาระของตนเท่านั้น
แต่ช่วยกันแก้ปัญหา

ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญยิ่ง และการนำไปใช้ให้เหมาะกับบริบทสังคมก็สำคัญเช่นกัน"