อาจารย์ธรรมศาสตร์ ลูกชายสุรินทร์ พิศสุวรรณ คอลเอาต์บอยคอตไม่เติมน้ำมันปั๊มพีที และดื่มกาแฟพันธุ์ไทย ประท้วงเรื่องพิพัฒน์มีผลประโยชน์ทับซ้อน ด้านไอติม พริษฐ์ จี้นายกฯ เปลี่ยนตัวคนดูแลเรื่องวิกฤตพลังงาน
วันนี้ (29 มี.ค.) เฟซบุ๊ก Fuadi Pitsuwan ของนายฟูอาดี้ พิศสุวรรณ อาจารย์สาขาวิชาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บุตรชายของนายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน และอดีต รมว.ต่างประเทศ โพสต์ข้อความระบุว่า "จริงๆ สิ่งที่พวกเราทำได้คือการประท้วงด้วยการไม่เข้าใช้บริการปั๊ม PT และร้านกาแฟพันธุ์ไทย อย่างน้อยๆ ถ้าประชาชนไม่ทำอะไร ประชาชนก็น่าจะส่งสัญญาณได้ว่าผลประโยชน์ทับซ้อนแบบนี้ไม่โอเค นักการเมืองควรถอนตัวเองจากการมีอำนาจตัดสินใจหากมี conflict of interest ถึงระดับยังถือหุ้นอยู่ ดูจากรีแอ็คชั่นของกองเชียร์ทุกฝั่งเรื่องนี้ค่อนข้าง non-partisan เลย"
สำหรับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม ได้รับการแต่งตั้งจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้เป็นผู้อำนวยการศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ผอ.ศบก.) มีศักดิ์เป็นพี่ชายของนายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ณ สิ้นปี 2568 สถานีบริการน้ำมันพีที มีจำนวน 2,269 แห่ง ร้านกาแฟพันธุ์ไทย มีจำนวน 2,151 สาขา
ก่อนหน้านี้ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความระบุว่า "หลังจากได้ฟังสัมภาษณ์ของรองนายกฯ พิพัฒน์ เมื่อเช้าในรายการกรรมกรข่าว คุยนอกจอ ผมยังยืนยันความเห็นผมที่ได้อภิปรายในสภาเมื่อวันก่อน ว่านายกฯ ควร “เปลี่ยนตัว” ผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงานจากรองนายกฯ พิพัฒน์ เป็นคนอื่น เพื่อเคลียร์ข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
ในช่วงหนึ่ง [นาที 39-40] รองนายกฯ พิพัฒน์เล่าว่านายกฯ เคยหารือกับเขาเกี่ยวกับเรื่องการขึ้นราคาน้ำมัน โดย “เรียกประชุมเป็นกลุ่มเล็กโดยไม่มีผู้ประกอบการ เพราะเรื่องนี้เราไม่สามารถให้ผู้ประกอบการรู้ได้ (ว่าจะขึ้นราคาน้ำมันเท่าไหร่) เพราะเราก็กลัวว่าผู้ประกอบการรู้ เขาอาจจะปิดสถานีบริการก่อนหรือกักตุน…”
แต่ “ช้างในห้อง” คือตัวท่านรองนายกฯ พิพัฒน์เองก็เป็นส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการเช่นกัน
1. รองนายกฯ พิพัฒน์ ยังถือหุ้นอยู่ 5% ใน บริษัท “รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด” ที่เป็นผู้ถือหุ้นหลัก (25%) ในบริษัท PTG Energy (โดยมีน้องชายเป็นกรรมการและผู้บริหาร)
2. แม้รองนายกฯ พิพัฒน์จะพยายามปฏิเสธความเกี่ยวข้องกับการบริหารธุรกิจ แต่มีหลายครั้งตลอดการสัมภาษณ์ที่รองนายกฯ พิพัฒน์มักใช้คำว่า “เรา” หรือ “พวกเรา” เวลาพูดถึงการดำเนินการของบริษัท PTG Energy [เช่น นาที 70-72]
3. แม้ PTG Energy ไม่ได้มีโรงกลั่นของตนเอง แต่ รัชกิจ โฮลดิ้ง หรือ PTG Energy ถือหุ้นในหลายบริษัทที่ครอบคลุมแทบทุกขั้นตอนอื่นในห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน - จากข้อมูลล่าสุดที่ผมมี:
มีการถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่หรือคลังน้้ำมัน (ม.7) = อย่างน้อย 2 บริษัท
- บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 70.50%
- บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 40%
มีการถือหุ้นในผู้ค้าน้ำมันรายย่อยหรือจ็อบเบอร์ (ม.10) = อย่างน้อย 6 บริษัท
- บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
- บริษัท 2: PTG ถือหุ้น 99.98%
- บริษัท 3: PTG ถือหุ้น 99.98%
- บริษัท 4: PTG ถือหุ้น 99.98%
- บริษัท 5: PTG ถือหุ้น 99.97%
- บริษัท 6: PTG ถือหุ้น 99.97%
มีการถือหุ้นในผู้ขนส่งน้ำมัน (ม.12 = อย่างน้อย 4 บริษัท
- บริษัท 1: PTG ถือหุ้น 100%
- บริษัท 2: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น 25%
- บริษัท 3: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น (ทางอ้อม) 25%
- บริษัท 4: รัชกิจ โฮลดิ้ง ถือหุ้น (ทางอ้อม) 19%
4. หนึ่งในบริษัทผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ (ม.7) ที่ PTG ถือหุ้น เป็นธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันไบโอดีเซล ที่ย่อมได้ประโยชน์จากนโยบายของรัฐบาลที่เสนอให้เพิ่มอัตราส่วนผสมน้ำมันไบโอดีเซล (เช่น B10 หรือ B20)
ผมย้ำว่าผมไม่ได้กล่าวหาว่าบริษัทเหล่านี้ทำอะไรที่ผิดไปแล้ว แต่ผมอยากชี้ให้เห็นว่า หากสมมติผมเป็นบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่มีเครือข่ายบริษัทน้ำมันอย่างกว้างขวางในแทบจะทุกขั้นตอนของห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน และหากผมรู้มาก่อนว่านโยบายของรัฐบาลในแต่ละวันถูกกำหนดมาอย่างไร สถานการณ์แบบนี้จะเปิดช่องมหาศาลให้ผมสามารถเก็งกำไรได้บนความเดือดร้อนของประชาชน
ท่านรองนายกฯ พิพัฒน์ก็ทราบดีถึงข้อกังขานี้ เพราะท่านพูดในลักษณะตัดพ้อหลายครั้งในรายการว่าท่าน “พูดอะไรไป ก็ไม่มีใครเชื่อ”
ดังนั้น ไม่ว่าที่ผ่านมาจะมีหรือไม่มีการใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของเครือข่ายธุรกิจตนเอง แต่ตราบใดที่รัฐบาลยังคงออกแบบโครงสร้างการบริหารจัดการวิกฤตพลังงานครั้งนี้ โดยให้ผู้กำหนดนโยบายหลักกับผู้ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายธุรกิจน้ำมัน เป็นคนคนเดียวกัน ก็ยากที่ประชาชนจะเชื่อมั่นในความตรงไปตรงมาหรือความโปร่งใสในการดำเนินการของรัฐบาล
ผมจึงเห็นว่า หากรัฐบาลต้องการเคลียร์ข้อครหาตนเองเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน:
ท่านนายกฯ ควรเปลี่ยน ผอ.ศบก. หรือผู้รับผิดชอบหลักเรื่องวิกฤตพลังงานจาก รองนายกฯ พิพัฒน์ เป็นคนอื่น
หรือหากท่านนายกฯ ไม่กล้าตัดสินใจ ท่านรองนายกฯ พิพัฒน์จะพิจารณาถอนตนเองก็ได้ครับ"


