เกิดกระแสดรามาหนักในพื้นที่ อ.ปรางค์กู่ หลังโครงการขยายถนนของกรมทางหลวงชนบท กระทบ "ต้นตาลดาบวิชัย" สัญลักษณ์ของชุมชน ล่าสุด สส.พื้นที่สั่งเบรก ด้าน ทช.ศรีสะเกษ สั่งหยุดตัดชั่วคราว เตรียมนำ 50 ต้นที่โค่นแล้วไปชำฟื้นฟู พร้อมเร่งเปิดเวทีประชาคมสัปดาห์หน้า หวังหาจุดสมดุลระหว่างการพัฒนาและความตระหนักรู้ทางสิ่งแวดล้อม
จากกรณีที่เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในจังหวัดศรีสะเกษ กรณีการตัดต้นตาลบริเวณริมถนนสายตำบลตูม-อำเภอปรางค์กู่ (ทางหลวงชนบทหมายเลข ทช.3013) ซึ่งเป็นต้นไม้ที่ปลูกโดย "ดาบวิชัย" อดีตตำรวจนักปลูกต้นไม้ชื่อดัง เพื่อเปิดทางให้กับโครงการขยายถนนของกรมทางหลวงชนบท จนนำไปสู่การคัดค้านจากประชาชนที่มองว่าเป็นการทำลายมรดกทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของชุมชนนั้น
สาเหตุหลักของการดำเนินโครงการดังกล่าว สืบเนื่องจากปริมาณการจราจรที่หนาแน่นขึ้น ประกอบกับแนวต้นไม้เดิมอยู่ชิดไหล่ทางมากเกินไปจนเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้จัดทำแผนพัฒนารูปแบบการขยายถนนประจำปี 2569 โดยจะขยายผิวจราจรเพิ่มข้างละ 2 เมตร ระยะทาง 1.2 กิโลเมตร (ช่วง กม.ที่ 21+300 ถึง 22+500) ซึ่งใช้เวลาดำเนินการประมาณ 3 เดือน ทว่าในระหว่างการเตรียมพื้นที่ ได้มีการตัดต้นตาลทิ้งไปแล้วประมาณ 50 ต้น
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 มี.ค. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดศรีสะเกษ ได้ออกมาระบุถึงจุดยืนในการแก้ปัญหาดังกล่าว โดยประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ "ชะลอการตัดต้นตาลทันที" พร้อมเสนอให้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการโค่นทิ้ง เป็นการใช้วิธี "ขุดล้อมย้าย" ออกจากแนวก่อสร้าง เพื่อรักษาเอกลักษณ์ของพื้นที่ไว้
ทางด้าน นายไพวรรณ์ เขียวอ่อน วิศวกรโยธาเชี่ยวชาญ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการแขวงทางหลวงชนบทศรีสะเกษ ชี้แจงว่า ขณะนี้ได้สั่งหยุดดำเนินการตัดต้นตาลเป็นการชั่วคราวแล้ว และอยู่ระหว่างประสานผู้รับเหมาเพื่อปรับแผนการทำงาน โดยต้นตาลที่ถูกตัดไปแล้ว 50 ต้น จะถูกนำไปทดลองชำเพื่อฟื้นฟูให้กลับมาเติบโตได้อีกครั้ง ส่วนต้นที่ยังไม่ได้ตัด จะใช้วิธีล้อมย้ายเพื่อลดความสูญเสียให้มากที่สุด
นายไพวรรณ์ ยังระบุเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน คือ ฝ่ายที่สนับสนุนให้ขยายถนนเพื่อลดอุบัติเหตุ และฝ่ายที่ต้องการอนุรักษ์ต้นตาลไว้ ทางแขวงฯ จึงมีแผน จัดเวทีประชาคมระดับพื้นที่ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแสดงความคิดเห็น
"โครงการนี้มีความจำเป็นในเชิงวิศวกรรมเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะกรณีที่ต้องจอดรถฉุกเฉิน แต่ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกจะต้องเป็นการหาจุดสมดุลที่เหมาะสม เพื่อให้ถนนสายนี้เป็นทั้งเส้นทางแห่งความปลอดภัย และเป็นเส้นทางแห่งความทรงจำของชาวศรีสะเกษต่อไป" นายไพวรรณ์ กล่าวทิ้งท้าย


