รูดม่านคดีประวัติศาสตร์ที่เคยใช้กำลังคนและงบประมาณรัฐมหาศาล! เมื่อดีเอสไอกางหนังสือคำสั่งอัยการ ยุติคดีฟอกเงินและรับของโจรของ "พระธัมมชโย" อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เหตุล่วงเลยมานับทศวรรษจนคดีขาดอายุความ ย้อนรอยเส้นทางจากเงินหมื่นล้านสหกรณ์คลองจั่น สู่ปฏิบัติการ ม.44 ปิดล้อมวัด ก่อนเป้าหมายจะหายตัวไร้ร่องรอย ทิ้งความจริงให้เป็นปริศนาที่กฎหมายเอาผิดไม่ได้อีกต่อไป
เมื่อวันที่ 26 มี.ค. ที่ผ่านมา กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ได้ออกมายืนยันการรับหนังสือแจ้งคำสั่งจากอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 (หนังสือลงวันที่ 20 มีนาคม) ซึ่งมีคำสั่งให้ ยุติการดำเนินคดี ต่อ พระเทพญาณมหามุนี (พระธัมมชโย) อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย และ นางสาวศศิธร โชคประสิทธิ์ ในข้อหาสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงิน และรับของโจร โดยให้เหตุผลทางกฎหมายว่า "คดีขาดอายุความ"
การประกาศยุติคดีในครั้งนี้ได้จุดชนวนให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ ประชาชนและชาวเน็ตต่างตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความจริงจังของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ว่ามีความตั้งใจในการติดตามตัวผู้ต้องหามาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแท้จริงหรือไม่
คดีนี้ถือเป็นหนึ่งในคดีที่ใช้ทรัพยากรของรัฐมหาศาลและสร้างความแตกแยกทางความคิดในสังคมอย่างรุนแรง โดยมีจุดเริ่มต้นและไทม์ไลน์ที่สำคัญ ดังนี้
ปี 2556 จุดเริ่มต้นไม่ได้เกิดที่วัด แต่มาจากความขัดแย้งภายใน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เมื่อมีการร้องเรียนว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานฯ และพวก ยักยอกเงินกว่า 10,000 ล้านบาท ผ่านการตั้งลูกหนี้ปลอมและสั่งจ่ายเช็คผิดระเบียบ สร้างความเสียหายเบื้องต้นกว่า 4,000 ล้านบาท จน DSI รับเป็นคดีพิเศษที่ 146/2556
กันยายน 2556 พบหลักฐานสำคัญว่า นายศุภชัยได้นำเงินทดรองจ่ายของสหกรณ์ไปบริจาคให้วัดพระธรรมกายสูงถึง 814 ล้านบาท ดึงให้พระธัมมชโยเข้ามาพัวพันในข้อหาสมคบฟอกเงินและรับของโจร
ปี 2558 กลุ่มศิษยานุศิษย์พยายามยุติปัญหาด้วยการรวบรวมเงิน 684.78 ล้านบาท คืนให้สหกรณ์ฯ เพื่อแลกกับการถอนฟ้องคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังคงเดินหน้าต่อ และขยายผลไปถึงกลุ่มนักธุรกิจชื่อดัง
ปี 2559 DSI ออกหมายเรียกพระธัมมชโยถึง 3 ครั้ง แต่ถูกปฏิเสธโดยอ้างเหตุผลเรื่องอาการอาพาธและติดศาสนกิจ ทว่าหลักฐานกลับชี้ว่ายังคงปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติ ศาลจึงอนุมัติออกหมายจับครั้งแรกในวันที่ 17 พฤษภาคม 2559
ปี 2559 ถึง 2560 เกิดภาพจำครั้งประวัติศาสตร์เมื่อเจ้าหน้าที่สนธิกำลังนับพันนายพร้อมหมายค้น เข้าประจันหน้ากับกำแพงมนุษย์ศิษยานุศิษย์ที่นั่งสวดมนต์ขวางกั้น จนต้องงัด มาตรา 44 มาใช้ในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560 เพื่อเข้าตรวจค้นอย่างละเอียด แต่กลับพบเพียง "ความว่างเปล่า" อดีตเจ้าอาวาสได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย นำไปสู่การถอดถอนสมณศักดิ์ในวันที่ 5 มีนาคม 2560
นับจากวันที่ พระธัมมชโย หายสาบสูญไปจากหน้าฉาก เจ้าหน้าที่ไม่เคยสามารถนำตัวผู้ต้องหามาส่งฟ้องต่อศาลได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมานับทศวรรษ สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงต้องระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39(6)
วันนี้ มหากาพย์คดีที่เคยร้อนแรงที่สุดได้ปิดฉากลงอย่างเป็นทางการบนหน้ากระดาษกฎหมาย ทิ้งไว้เพียงปริศนาการหายตัวไป และความจริงที่ยังไม่ได้ถูกพิสูจน์ในชั้นศาล ซึ่งอาจจะกลายเป็นคำถามที่ค้างคาใจสังคมไทยตลอดไป


