xs
xsm
sm
md
lg

ชาวสมุทรสงคราม เปลี่ยน "ปลาหมอคางดำ" เป็นขนม "ปั้นขลิบ" รสเด็ด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปัญหาการแพร่ระบาดของ 'ปลาหมอคางดำ' ที่สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศในหลายจังหวัด แต่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสมุทรสงคราม ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้รอแค่ความช่วยเหลือจารัฐ แต่พวกเขาลุกขึ้นมาเปลี่ยน 'วิกฤต' ให้เป็น 'โอกาส' ด้วยการแปรรูปปลาผู้รุกราน ให้กลายเป็นเมนูพรีเมียม

ภาพจำของปลาเอเลี่ยน สปีชีส์ ที่รุกรานจนระบบนิเวศเสียหาย แต่วันนี้ ที่หมู่ 6 บ้านบังปืน ตำบลนางตะเคียน จังหวัดสมุทรสงคราม ปลาหมอคางดำกำลังถูก 'ลบภาพจำ' เหล่านั้นทิ้งไป

ชาวบ้านที่นี่ เริ่มเผชิญกับกองทัพปลาหมอคางดำมาตั้งแต่ปี 2563 แรกเริ่มพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือสายพันธุ์รุกราน รู้เพียงว่าเป็นปลากินได้ แต่เนื้อจะแข็ง ต่างจากปลาหมอเทศ จนเมื่อความจริงปรากฏ การรวมกลุ่มเพื่อ 'กำจัดด้วยการกิน'

นาง นันทา รอดสะใภ้ ประธานกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาบ้านบังปืน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ผู้ใหญ่ม่วย" เล่าว่า เริ่มได้ยินข่าวว่าระบาดหนักก็ประมาณปี 2563 เมื่อก่อนคิดว่าเป็นปลาหมอเทศ แต่ก็สงสัยว่าทำไมถึงกินไม่อร่อย "เนื้อมันแข็ง" จนมารู้ว่าแท้จริงคือ "ปลาหมอคางดำ" นี่เอง และมารู้ว่ามันกินลูกปลาท้องถิ่น หลังประมงจังหวัดมาให้ความรู้ ชาวบ้านเลยเรียกประชุมกันทุกหมู่ เพื่อหาทางช่วยกันกำจัด

เริ่มแรกก็เอามาทำปุ๋ยทำน้ำหมัก ทางประมงก็เร่งจับและนำปลามาให้ พอได้เห็นตัวแล้วก็คิดว่าตัวใหญ่ น่าจะเอามาทำอะไรกินได้ เลยเริ่มทำปลาร้า ปลาแดดเดียว จนมาถึง ปลาส้ม และน้ำพริกปลาส้ม ที่ขึ้นชื่อของหมู่ 6 บ้านบังปืนแห่งนี้ ข่าตะไคร้ใบมะกรูด ก็เอามาจากในท้องถิ่น

การที่ชาวบ้านมารวมกลุ่มกัน และเอาปลาหมอคางดำมาสร้างเป็นผลิตภัณฑ์เกิดรายได้ขึ้นมา เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพ เป็นศูนย์รวมที่ช่วยผู้ที่ตกงานจะได้มีงานทำ กระทั่งล่าสุด ทางประมงได้จัดหาผู้เชี่ยวชาญมาช่วยสอนทำ "ขนมปั้นขลิบ” หรือ ”ขนมปั้นสิบ ไส้ปลาหมอคางดำ”

ผู้ใหญ่ม่วย ประธานกลุ่มสตรีอาสาพัฒนาบ้านบังปืน ยังบอกเคล็ดลับขั้นตอนการนำเนื้อปลาหมอคางดำ มาทำไส้ขนมแบบไม่ให้คาว ขั้นตอนคือต้องทำความสะอาดด้วยความประณีต ทั้งขอดเกล็ด เอาไส้ออก ในท้องมันจะมี 2 ช่อง ต้องพยายามล้วงคราบดำให้หมด จากนั้นจึงนำมาล้างด้วยน้ำส้มสายชูหรือเกลือ เพื่อดับกลิ่นคาวในเบื้องต้น จากนั้นก็เอาไปนึ่ง โดยใส่สมุนไพรพวกเครื่องตะไคร้ ใบมะกรูด ลงในน้ำที่ต้มเป็นการดับคาวในชั้นที่ 2 พอนึ่งจนสุกดีแล้วให้แกะเฉพาะส่วนเนื้อขาว ๆ ละเอียด จึงเริ่มการผัดไส้โดยการผัดหอมแดงสับก่อนจนหอมซึ่งจะช่วยดับคาวในชั้นที่ 3 ถึงค่อยนำเนื้อปลาลงผัดผสมจนเข้ากัน โดยเติม พริกไท, หัวไชโป้วสับ, ถั่วป่น, ดอกเกลือ ที่สำคัญ คือน้ำตาลมะพร้าวแท้ เมื่อผัดข้ากนรสชาติจะหอมนัว จากนั้นจึงนำแผ่นแป้งมาห่อขนาดพอดีคำ ถึงจะทอดเป็น "ขนมปั้นสิบ ไส้ปลาหมอคางดำ" ถือว่าสามารถตอบโจทย์ ทั้งการสร้างรายได้ให้กับชุมชน และการกำจัดปลาหมอคางดำไปได้พร้อม ๆ กัน กลายเป็นของฝากได้เป็นอย่างดี

ผู้ใหญ่ม่วย ยังเล่าให้ฟังว่า เคยมีคนจากกรุงเทพมาซื้อ พอได้ยินว่าทำมาจากปลาหมอคางดำ เขาบอกว่า "ปลาชนิดนี้กินไม่ได้ กินแล้วจะตาย ในโซเชียลเขาออกข่าวกันไม่เห็นหรือไง" ผู้ใหญ่ม่วย ก็บอกกลับไปว่า คนใน หมู่6 บ้านบังปืน เขากินกันมาเป็นตัน ๆ แล้ว ไม่เห็นมีใครตาย เอามาทำต้มยำทำแกงทอดสารพัด มีแต่จะแข็งแรงขึ้นกันทุกคน ได้ยินว่าเป็นวิกฤต แต่ถ้ารู้จักจัดการกับมัน ทุกชุมชนช่วยกันจับมากิน ปัญหาวิกฤตก็จัดการได้หมด ใครที่อยากสั่งซื้อ "ขนมปั้นสิบ ไส้ปลาหมอคางดำ" ติดต่อได้ที่เบอร์โทร 081-986-4544

โมเดลการนำปลาหมอคางดำ มาใช้ประโยชน์ของ 'บ้านบังปืน' ไม่ได้หยุดแค่ทำของกิน พวกเขายังมีแผนระยะยาวที่จะนำ 'ปลาหมอคางดำ'ไปผสมกับวัชพืชมาทำเป็นปุ๋ยชีวภาพ ช่วยเกษตรกรในท้องถิ่นลดต้นทุนปุ๋ยแพง

ที่อื่นอาจมองเป็นวิกฤต แต่คนที่นี่กลับมองเป็นโอกาส คนทั่วไปอาจมองเป็นแค่การทำขนม แต่ที่นี่มันคือ'ทางรอด'ที่ยั่งยืน จากคนในชุมชนร่วมมือร่วมใจกัน เปลี่ยนจากผู้รุกรานให้กลายเป็น "เงินและรอยยิ้ม" และใครที่อุดหนุน ก็เท่ากับช่วยกำจัดปลาหมอคางดำทางอ้อมอีกด้วย

ด้าน นายวิรัตน สนิทมัจโร ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม เล่าว่า ในช่วงแรกแม้จะมีการระบาดอยู่มาก แต่เมื่อทุกฝ่ายร่วมกันกำจัดตามมาตรการ 7 ข้อของกรมประมง ก็พบว่าปริมาณปลาเริ่มลดน้อยลงเรื่อย ๆ สู่ระดับปานกลาง และระดับน้อย จนล่าาสุดใน 6 เดือนที่ผ่านมานี้ ทุก 100 ตารางกิโลเมตร จะจับได้ต่ำกว่า 10 ตัวโดยเฉลี่ยภาพรวมทั้งจังหวัด ส่วนที่ยังระบาดในระดับปานกลาง คือที่คลองลาดใหญ่ ก็จะใช้มาตรการลงแขกลงคลองกำจัดอย่างต่อเนื่อง โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคราชการ อย่างเรือนจำสมุทรสงคราม เป็นต้น

สำหรับชุมชน หมู่ 6 ที่บ้านบังปืนแห่งนี้ ทางประมงได้มองเห็นศักยภาพการพัฒนา จึงชักชวนให้นำมาทำปลาร้าก่อน โดยนำปลาที่ได้จากการลงแขกลงคลองมาให้ทดลองทำก่อน แต่ก็พบว่าคนในพื้นถิ่นไม่ได้นิยมรับประทานปลาร้ากันมากนัก จึงต้องคิดหาวิธีแปรรู้อย่างอื่น ก่อนจะมาลงตัวที่ขยมปั้นสิบไส้ปลาหมอคางดำ โดยหาวิทยากรมาช่วยสอน เช่นเดียวกับการส่งเสริมให้เรือนจำนำมาทำน้ำปลาโดยใช้ชื่อว่า "น้ำปลาหับเผย แม่กลอง"

ในขณะที่ผู้ว่าราชการจังหวัด ยังเสนอให้เปลี่ยนชื่อเรียกปลาหมอคางดำเสียใหม่ โดยให้เรียกว่า "น้องปลาหมอน้ำกร่อย" เพื่อลบอคติด้านลบภายในใจ พร้อมกับการจัดประกวดการทำอาหารเมนูปลาหมอคางดำด้วย พร้อมรังสรรค์อาหารได้ 16 ถึงเมนู เพื่อเตรียมพร้อมยกระดับเมืองสมุทรสงคราม ให้กลายเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหาร และปลาหมอคางดำ หรือ "น้องปลาหมอน้ำกร่อย" ก็จะเป็นหนึ่งในเมนูด้วย

โดยสิ่งที่ประมงกำลังทำอยู่ คือการสร้างความเข้าใจในธรรมชาติของปลาชนิดนี้ ว่าเป็นปลาที่แพร่ระบาดเร็ว จึงควรช่วยกันจับขึ้นมาใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด อย่างที่บ้านบังปืนแห่งนี้ก็แทบไม่มีให้จับแล้ว หลังชาวบ้านนำมาใช้ประโยชน์ หลังจากนี้ก็จะมีการส่งเสริมในพื้นที่อื่น ๆ อีก พร้อมกับการคิดค้นเมนูใหม่ ๆ ขึ้นมาเพิ่มอีกหลายเมนูด้วย

โดยที่ผ่านมา ประมงจังหวัดสมุทรสงคราม ร่วมกับเรือนจำกลางสมุทรสงคราม สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด และบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) เดินหน้าพัฒนา “น้ำปลาหับเผย แม่กลอง” ผลิตภัณฑ์น้ำปลาจากปลาหมอคางดำ สู่การเป็นสินค้า OTOP ของจังหวัดสมุทรสงครามมาแล้ว