xs
xsm
sm
md
lg

คปพ.-สภาผู้บริโภค-มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เสนอรัฐเร่งแก้วิกฤตน้ำมัน ชี้โครงสร้างราคาบิดเบือน ทำประชาชนแบกรับภาระหนัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



คปพ.ร่วมกับสภาผู้บริโภคและมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ออกแถลงการณ์เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วน แก้ปัญหาราคาพลังงานพุ่งจากวิกฤตตะวันออกกลาง พร้อมชี้โครงสร้างราคาน้ำมันไทยเอื้อโรงกลั่นกำไรสูง


วันนี้ (19 มี.ค.) เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) ร่วมกับคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค และมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ออกแถลงการณ์ร่วม เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาพลังงานไทยในภาวะวิกฤติ อันเป็นผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งนำไปสู่การปิดช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. 2569 ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและเศรษฐกิจทั่วโลก

แถลงการณ์ระบุว่า วิกฤติดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมัน ก๊าซ และไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง กระทบค่าครองชีพของประชาชนและต้นทุนผู้ประกอบการ ทั้งยังมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนและมีราคาสูงขึ้น

เครือข่ายฯ เห็นว่า การบริหารจัดการราคาน้ำมันของภาครัฐยังไม่สามารถบรรเทาความเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะการใช้นโยบายอ้างอิงราคาหน้าโรงกลั่นตามตลาดสิงคโปร์ ซึ่งรวมต้นทุนส่วนเพิ่มที่ไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่งและประกันภัย ทั้งที่ประเทศไทยมีโรงกลั่นในประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงเกินต้นทุนจริง


นอกจากนี้ ยังระบุว่า ในช่วงวิกฤติ โรงกลั่นน้ำมันมีผลกำไรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยประเมินว่าในช่วง 18 วัน (1–19 มี.ค. 2569) มีกำไรส่วนเกินรวมไม่น้อยกว่า 21,600 ล้านบาท จากค่าการกลั่นและกำไรสต็อกน้ำมัน

ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้เสนอ 5 มาตรการเร่งด่วนต่อรัฐบาล ได้แก่
1.ปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยใช้อำนาจตามกฎหมาย กำหนดราคาหน้าโรงกลั่นตามต้นทุนจริงของสต็อกน้ำมัน และลดค่าการกลั่นลงสู่ระดับก่อนวิกฤติ
2.เรียกคืนกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่น เข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อลดภาระประชาชน
3.กำหนดเพดานค่าการตลาดน้ำมัน และบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด
4.ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันลงเหลือระดับต่ำสุดชั่วคราว เพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย
5.เร่งตรวจสอบและจัดการการกักตุนพลังงานเพื่อเก็งกำไร

นอกจากมาตรการระยะสั้น เครือข่ายฯ ยังเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันในระยะยาว โดยยกเลิกการอ้างอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์ และกำหนดราคาที่สะท้อนต้นทุนจริง พร้อมกำหนดเพดานค่าการกลั่นอย่างเหมาะสม
ในส่วนของก๊าซหุงต้ม (LPG) เสนอให้ปรับโครงสร้างราคาใหม่ โดยใช้ต้นทุนก๊าซจากอ่าวไทย และจัดสรรให้ภาคครัวเรือนใช้ก่อนในราคาที่เหมาะสม เพื่อลดภาระค่าครองชีพ

ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน พร้อมใช้นโยบายหักลบหน่วยไฟฟ้า (Net Metering) เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้าและลดการนำเข้าพลังงานในระยะยาว

เครือข่ายฯ ย้ำว่า มาตรการทั้งหมดเป็นเพียงแนวทางระยะสั้นเพื่อบรรเทาวิกฤติ ขณะที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต.


รายละเอียด แถลงการณ์ร่วม เครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) คณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภคมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน เรื่อง ข้อเสนอทางออกปัญหาพลังงานไทยในยามวิกฤติ 


เนื่องด้วยเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย (คปพ.) คณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค และมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ได้มาประชุมร่วมกันในวันนี้ เพื่อเสนอทางออกปัญหาพลังงานในยามวิกฤติ สืบเนื่องจากวิกฤติสงครามในอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 มีผลทำให้สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์พลังงานโลก และของประเทศไทยอย่างไม่มีกำหนด ก่อให้เกิดวิกฤติราคาน้ำมัน ความถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากวิกฤติน้ำมันโลกครั้งนี้ด้วย และมีแนวโน้มจะมีความยืดเยื้อต่อไป อันจะนำไปสู่ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในด้านราคาสูงขึ้น ทั้ง ราคาน้ำมัน ราคาก๊าซ ราคาไฟฟ้า ราคาปุ๋ย ราคาพลาสติก ราคาบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง ซึ่งจะส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนและผู้ประกอบการเพิ่มสูงขึ้นทั่วประเทศ สินค้าอุปโภคบริโภคขาดแคลนและจะมีราคาสูงขึ้นเรื่อย ๆ จึงเห็นควรให้เสนอต่อรัฐบาลและพี่น้องประชาชนให้รับทราบข้อเท็จจริงและทางออกในการแก้ไขปัญหาดังต่อไปนี้


ประการแรก การบริหารจัดการของรัฐบาลในด้านน้ำมันเชื้อเพลิงยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาความเดือดรัอน ของประชาชนและผู้ประกอบการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ได้มีการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากเดิมที่มีเพื่อแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคาน้ำมันชั่วคราว เป็น การประกาศตรึงราคาระยะยาวโดยมีกำหนดระยะเวลาชัดเจน ส่งผลทำให้เกิดการกักตุนเพื่อเก็งกำไรราคาน้ำมันเชื้อเพลิงโดยทั่วไปทันที ยิ่งเร่งทำให้น้ำมันขาดแคลนมากขึ้น และทำให้ผู้มีอิทธิพลหรือเส้นสายทางการเมืองสามารถทำกำไรจากการกักตุนโดยไม่ถูกตรวจสอบจากภาครัฐได้ แต่การประกาศลักษณะเช่นนี้กลับทำให้ผู้ประกอบการกักตุนน้ำมันบางรายได้รับผลประโยชน์และกำไรมหาศาล สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ


จึงขอเรียกร้องเสนอให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขเรื่องราคาน้ำมันโดยเร่งด่วน โดยปัจจุบันประเทศไทยภายใต้มติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นประธาน ได้ใช้นโยบายราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันของประเทศไทย โดยเสมือนว่า ไม่มีโรงกลั่นในประเทศไทยเลยแม้แต่โรงเดียว จึงต้องอิงราคาที่สมมติว่าประเทศไทยต้องมีการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (ที่ผ่านการกลั่นแล้ว) จากประเทศสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่งเป็นราคาที่ต้องบวกค่าพรีเมียมที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง ได้แก่ ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย ค่าสูญเสียระหว่างทาง ค่าปรับคุณภาพน้ำมัน ค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง และค่าบริการอื่น ๆ (ค่าใช้จ่ายคลังและค่าลำเลียง)
แม้ว่าจะมีการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีราคาถูกกว่าจากประเทศรัสเซียก็ดี หรือเอกชนจะซื้อน้ำมันดิบกักตุนก็ดี หรือให้ผู้ประกอบการเพิ่มการสำรองน้ำมันโดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงก็ดี ล้วนแล้วแต่เป็นการทำให้ผู้ประกอบการได้กำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากยังคงคิดราคาขายปลีกเท่าเดิมโดยอิงราคานำเข้าจากตลาดประเทศสิงคโปร์ ในขณะที่เมื่อประเทศไทยส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านกลับตัดค่าพรีเมี่ยมออกทั้งหมด ทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นของประเทศเพื่อนบ้านต่ำกว่าที่ใช้ในประเทศไทย จึงทำให้ประชาชนต้องใช้น้ำมันแพงกว่าต้นทุนจริง และโรงกลั่นน้ำมันก็ได้กำไรเกินสมควรจริงไปด้วย และยิ่งในสถานการณ์วิกฤติการณ์น้ำมัน ส่งผลให้โรงกลั่นได้กำไรเพิ่มยิ่งขึ้น ขณะที่ประชาชนก็เดือดร้อนอย่างแสนสาหัสยิ่งขึ้น


ตัวอย่างเช่น ค่าการกลั่นน้ำมันรวมเพิ่มขึ้นสูงกว่าปกติและสูงกว่าต้นทุนจริงจากเดิมอย่างน้อย 4 บาทต่อลิตร รวมเป็นเงิน 7,200 ล้านบาท (ระหว่างวันที่ 1 – 19 มีนาคม 2569) เพียงเพราะอิงราคานำเข้าจากสิงคโปร์อย่างเดียว


และโรงกลั่นยังมีกำไรเพิ่มเติมจากสต็อกน้ำมันเก่าก่อนภาวะสงครามที่สูงขึ้นเพราะอิงราคาใหม่จากตลาดสิงคโปร์เป็นเงิน 8 บาทต่อลิตร ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 14,400 ล้านบาท


ตลอดระยะเวลา 18 วันที่ผ่านมา โดยประเมินการใช้น้ำมันอย่างน้อยวันละ 100 ล้านลิตร โรงกลั่นน้ำมันจึงมีกำไรในลักษณะกินเปล่าอย่างน้อย 21,600 ล้านบาท


จึงเสนอให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนดังนี้


1. เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้ภาวะความเป็นผู้นำโดยใช้อำนาจตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 และ มาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2553 และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง (1) และมาตรา 9 (1) แห่งพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 เพื่อประกาศกำหนดมาตรการเร่งด่วนเพื่อใช้ราคาน้ำมันนำเข้าตามต้นทุนจริงของสต็อกเก่าที่รัฐบาลประกาศไว้ว่ามีสำรองไว้ 61 วัน บวกกับให้ลดค่าการกลั่นที่ในปัจจุบันราคาสูงถึง 6.21 บาทต่อลิตร ให้อยู่ในราคาเฉลี่ย 12 เดือนก่อนสงครามคือ 2.03 บาทต่อลิตร โดยให้ใช้ประกาศนี้เป็นเวลา 61 วันตามที่รัฐบาลประกาศว่ามีสต็อกน้ำมันอยู่


หากนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจประกาศการคิดสูตรราคาโครงสร้างใหม่เช่นนี้แล้ว จะทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปหน้าโรงกลั่น (ราคาก่อนรวมภาษีและกองทุนฯ และค่าการตลาด) ลดลงทันที โดย ราคาน้ำมันเบนซิน 95 หน้าโรงกลั่นจาก 31.46 บาทต่อลิตร เหลือ ไม่เกิน 14 บาทต่อลิตร ลดลงไป 17.46 บาทต่อลิตร ในขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นจากเดิมประมาณ 39.87 บาทต่อลิตร เหลือไม่เกิน 14 บาทต่อลิตร ลงลงไป 25.87 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นราคาที่เป็นธรรมต่อประชาชนในสถานการณ์ปัจจุบัน มิให้โรงกลั่นได้กำไรเกินสมควร


2. เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้ภาวะความเป็นผู้นำ ใช้อำนาจตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 สั่งให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเรียกคืนเงินกินเปล่าลาภลอยในช่วงเวลา 18 วัน อย่างน้อย 21,600 ล้านบาท ที่ได้รับจากการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งคืนกลับให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงโดยอาศัยมาตรา 32 ของ พระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ที่ว่า “น้ำมันเชื้อเพลิงใดที่มีการรับเงินชดเชยจากกองทุนแล้วตามมาตรา 29 หากมีกรณีตามมาตรา 28 เกิดขึ้นหลังจากได้รับเงินชดเชยจากกองทุน ให้บุคคลดังต่อไปนี้ส่งเงินชดเชยคืนกองทุน ตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนด ไม่ว่าผู้นั้นเป็นผู้ได้รับเงินชดเชยหรือไม่ก็ตาม”


โดยหากนายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามกฎหมายที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ให้นำเงิน 21,600 ล้านบาทที่ได้กลับมายังกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไปลดหนี้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และชดเชยราคาหน้าปั๊มให้มีความเป็นธรรม


3. ให้นายกรัฐมนตรีใช้ภาวะความเป็นผู้นำในภาวะฉุกเฉิน โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 (1) แห่งพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 สั่งการให้มีการกำหนดควบคุมเพดานค่าการตลาดน้ำมันเบนซินทุกชนิดให้ไม่เกิน 1.85 บาทต่อลิตร และดีเซลไม่เกิน 1.5 บาทต่อลิตร ตามที่มติ กบง.เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้มีการกำหนดไว้ แต่มติ กบง. ดังกล่าวไม่มีการบังคับใช้จริง และไม่มีบทลงโทษตามกฎหมาย โดยให้ดำเนินการบังคับใช้กฎหมายและดำเนินคดีเพื่อเอาผิดกับผู้ฝ่าฝืนมติ กบง. ดังกล่าวภายใต้คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกตาม พระราชกำหนดฯ


4. ในสถานการณ์วิกฤติเช่นในปัจจุบัน ให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงการคลังลดการจัดเก็บภาษีสรรพาสามิตจากเดิมในกลุ่มเบนซินที่ราคาลิตรละ 6.75 บาทต่อลิตร และ กลุ่มดีเซลที่ราคาลิตรละ 6.92 บาทต่อลิตร ลงเหลือ 0.01 บาทต่อลิตร ดังที่เคยปรากฎในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เพื่อเป็นการเบาเทาภาระกองทุนน้ำมัน จนกว่าสถานการณ์จะกลับมาเป็นปกติ


5. เร่งรัดดำเนินการการกักตุนน้ำมันของผู้ประกอบการเพื่อเก็งกำไรและทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง
มาตรการที่เสนอมาทั้งหมดดังที่กล่าวมา เป็นเพียงมาตรการระยะสั้นเพื่อแก้ไขปัญหาในช่วงวิกฤติ รัฐบาลจะต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยยุติการอ้างอิงราคาสมมุติว่านำเข้าจากตลาดสิงคโปร์และให้ใช้ราคาที่เป็นธรรมต่อทั้งผู้ประกอบการและประชาชนที่จะไม่เกิดการเอาเปรียบ โดย กำหนดราคาขาย ณ โรงกลั่นใหม่ เป็น กำหนดราคาหน้าโรงกลั่น = ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยย้อนหลัง ตามจำนวนวันที่กำหนดตายตัวที่ชัดเจน + ค่าการกลั่นที่เหมาะสม โดยไม่เกินเพดานค่าการกลั่นที่กำหนด และต้องไม่ขายภายในประเทศเกินกว่าราคาที่ส่งออก


ประการที่สอง การแก้ปัญหาราคาก๊าซหุงต้ม เพื่อลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เสนอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กพช. ใช้อำนาจปรับโครงสร้างราคา LPG ใหม่ จากเดิมที่ประกาศให้ราคาขายก๊าซหุงต้ม ณ คลังจัดหาเป็นราคาลอยตัวโดยอ้างอิงราคาตลาดโลกโดยให้สมมุติว่านำเข้าก๊าซหุงต้มจากประเทศซาอุดิอาระเบียบวกค่าใช้จ่ายในการนำเข้า โดยในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้มีมติ กพช. เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 เห็นชอบให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2560 เป็นต้นไป โดยให้แก้ไขเป็น กำหนดโรงแยกก๊าซฯ ใช้ปริมาณและต้นทุนราคาเฉลี่ยของก๊าซธรรมชาติ จากแหล่งผลิตต่าง ๆ ในอ่าวไทย และ กำหนดราคาขาย LPG ณ โรงแยกก๊าซใหม่ที่เหมาะสมคงที่ โดยเสนอให้เปลี่ยนการจัดสรรแบบเดิมที่ให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีใช้ก่อน เป็นการจัดสรรก๊าซ LPG สำหรับประชาชนให้กับภาคครัวเรือนใช้ก่อน ในราคาถูกและเพียงพอ ส่วนที่เหลือ ให้นำไปคำนวณตามสูตรราคาแบบ Pool Gas หรือ เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจาก โรงกลั่น และ ส่วนที่นำเข้า ขายให้ภาคปิโตรเคมี ภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม


ประการที่สาม ให้รัฐบาลเร่งสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ทุก ๆ 1 แสนหลังคาเรือน ที่ขนาดติดตั้ง 3 กิโลวัตต์ จะลดการนำเข้าก๊าซ LNG ในราคาก่อนภาวะสงครามได้ประมาณ 1,500 ล้านบาทต่อปี โดยให้ใช้นโยบายหักลบกลบหน่วยไฟฟ้า (net-metering) เพื่อลดค่าไฟฟ้ากับประชาชน อีกทั้งจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศ และค่าไฟต่อหน่วยไฟฟ้าลดลง เป็นการช่วยระบบไฟฟ้าทั้งระบบ