ไขข้อสงสัยน้ำมันไทย “ถูกหรือแพง” ในอาเซียน? ล่าสุดเพจ Thailand FACT Today กางสถิติจาก EPPO พบไทยติดกลุ่ม “กลางค่อนไปทางถูก” (เบนซินอันดับ 7, ดีเซลอันดับ 8 จาก 10 ประเทศ) เผยไทยใช้แนวทาง “กึ่งตลาดกึ่งดูแล” เพื่อรักษาสมดุลระหว่างค่าครองชีพประชาชนและเสถียรภาพการคลังของประเทศ
วันนี้ (19 มี.ค.) เพจ "Thailand FACT Today" ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็น น้ำมันไทย “ถูกหรือแพง” ในอาเซียน? โดยทางเพจได้ชี้ว่า ราคาน้ำมันไทยจัดอยู่ในกลุ่ม “กลางค่อนไปทางถูก” ของอาเซียน (เบนซินอันดับ 7 และดีเซลอันดับ 8 จาก 10 ประเทศ) โดยราคาที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศขึ้นอยู่กับโครงสร้างภาษี, นโยบายการอุดหนุนของรัฐ, แหล่งทรัพยากรในประเทศ และอัตราแลกเปลี่ยน
ทั้งนี้ ไทยใช้แนวทาง “กึ่งตลาดกึ่งดูแล” เพื่อรักษาสมดุล ไม่ให้ราคาพุ่งสูงจนประชาชนเดือดร้อน แต่ก็ไม่อุดหนุนจนเสียเสถียรภาพทางการคลัง ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
"น้ำมันไทย “ถูกหรือแพง” ในอาเซียน?
พิจารณาจากข้อมูลล่าสุดของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (EPPO)
ประการแรก: ไทยไม่ได้แพงสุด และอยู่ในกลุ่มกลางค่อนไปทางถูก ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ราคาน้ำมันเบนซินของไทยอยู่ที่ประมาณ 31.05 บาทต่อลิตร อยู่ในอันดับ 7 จาก 10 ประเทศอาเซียน ขณะที่ดีเซลอยู่ที่ราว 29.94 บาทต่อลิตร อยู่ในอันดับ 8
กล่าวคือ ไทยไม่ได้อยู่ในกลุ่มประเทศที่ราคาสูง แต่ก็ไม่ใช่ประเทศที่ถูกที่สุดเช่นกัน หากดูเชิงเปรียบเทียบ ไทย “ถูกกว่า” หลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ กัมพูชา ลาว เมียนมา ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม แต่ยัง “แพงกว่า” บรูไน อินโดนีเซีย และในบางกรณีคือมาเลเซีย สรุปสั้นๆ คือ ไทยอยู่ในระดับ “กลางค่อนไปทางถูก”
ประการที่สอง: ทำไมราคาน้ำมันแต่ละประเทศถึงไม่เท่ากัน ความแตกต่างของราคาน้ำมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบเพียงอย่างเดียว แต่มี “โครงสร้างนโยบาย” เป็นตัวกำหนดสำคัญภาษีและกองทุนแต่ละประเทศเก็บภาษีสรรพสามิตและเงินเข้ากองทุนพลังงานไม่เท่ากัน ไทยมีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงช่วยพยุงราคา แต่ก็ยังมีภาษีเป็นองค์ประกอบหลักการอุดหนุนจากรัฐ (Subsidy) บางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และบรูไน ใช้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานอย่างเข้มข้น ทำให้ราคาหน้าปั๊มต่ำกว่าความเป็นจริงโครงสร้างพลังงานของประเทศประเทศที่ผลิตน้ำมันเองได้มาก เช่น บรูไน หรือมีทรัพยากรพลังงานสูง จะมีต้นทุนต่ำกว่าไทยที่ต้องนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก อัตราแลกเปลี่ยนราคาน้ำมันในตลาดโลกคิดเป็นดอลลาร์ เมื่อค่าเงินของแต่ละประเทศต่างกัน ราคาหน้าปั๊มก็แตกต่างตามไปด้วย
ประการที่สาม: ภาพรวมของไทย-ไม่ได้ดีที่สุด แต่ “สมดุล” มากกว่า ประเทศไทยเลือกใช้แนวทาง “กึ่งตลาด + กึ่งดูแล”
ไม่ปล่อยเสรีเต็มรูปแบบเหมือนบางประเทศแต่ก็ไม่อุดหนุนหนักจนบิดเบือนตลาด ผลที่ได้คือราคาน้ำมันไม่พุ่งสุดเหมือนประเทศที่ปล่อยตลาดและไม่ต่ำผิดปกติเหมือนประเทศที่อุดหนุนหนัก จึงสะท้อนว่าไทยพยายามรักษาสมดุลระหว่าง “ภาระประชาชน” กับ “เสถียรภาพการคลัง”"


