เพจ Salika เผยแนวคิด “อลงกรณ์ พลบุตร” ปลุกกระแสเปลี่ยนเมืองไทยให้มีบ่อน้ำมันทุกจังหวัด ชูยุทธศาสตร์ Bioenergy 3 ด้าน ทั้งเชื้อเพลิงชีวภาพ อุตสาหกรรม Bio-refinery และพลังงานชุมชน มั่นใจหากทำได้จริงจะช่วยเปลี่ยนเงินค่าน้ำมันให้กลับมาไหลเข้ากระเป๋าเกษตรกร พร้อมปั้นเศรษฐกิจแห่งอนาคตให้ไทยอย่างมั่นคง
วันนี้ (19 มี.ค.) เพจ “Salika” ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็น "ปลดล็อกวิกฤตพลังงานไทยด้วยพลังงานชีวภาพ" โดยคุณอลงกรณ์ พลบุตร ชี้ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตความมั่นคงทางพลังงานอย่างรุนแรงจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง (ปี 2569) ซึ่งกระทบต่อเส้นทางนำเข้าพลังงานหลัก ทางออกที่ยั่งยืนที่สุดคือการ "ยืนบนศักยภาพของตัวเอง" โดยเปลี่ยนพื้นที่เกษตรทั่วประเทศให้เป็น "บ่อน้ำมันชีวภาพ โดยทางเพจได้ระบุข้อความว่า
“ท่ามกลางผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางและการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางผ่านของพลังงานที่เรานำเข้าถึง 1 ใน 3 ทำให้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาความมั่นคงทางพลังงานที่รุนแรงกว่าวิกฤตพลังงานในทุกครั้งที่ผ่านมา แต่มาตรการแก้ไขก็ไม่ต่างไปจากเดิมแล้วแต่ดีกรีความหนักเบาของปัญหา เราติดกับวิกฤตพลังงานครั้งแล้วครั้งเล่า วนเวียนอยู่แบบเดิมๆ ทั้งที่มีทางออกจากวิกฤตแบบยั่งยืนแต่ไม่ทำ
26 ปีที่แล้วผมบอกว่าเมืองไทยมีบ่อน้ำมันทุกจังหวัด หมายถึงเราปลูกพืชพลังงานแปรรูปเป็นน้ำมันได้ นั่นคือการเกิดขึ้นของ “เอทานอล” หรือแอลกอฮอล์ที่แปรรูปมาจากอ้อยและมันสำปะหลัง จนทุกวันนี้มีน้ำมันแก๊ซโซฮอล์จำหน่ายทุกปั๊ม รถทุกยี่ห้อยอมรับเป็นเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับไบโอดีเซลที่แปรรูปมาจากน้ำมันปาล์ม ปัจจุบันเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น สามารถต่อยอดน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอลและไบโอดีเซลไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงยิ่งขึ้น รวมทั้งไบโอแก๊ส ไบโอมีเทน ไบโอแมส และไฮโดรเจน นี่คือโอกาสยิ่งใหญ่ในวิกฤตครั้งนี้
ผมคิดว่าแนวทางเดียวที่จะก้าวพ้นวิกฤตพลังงานและปลดแอกการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซจากภายนอกประเทศคือการยืนบนศักยภาพของตัวเอง ด้วยการเดินหน้าเมกะโปรเจกต์พลังงานชีวภาพ (Bioenergy) อย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและก๊าซ แต่คือโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่และเศรษฐกิจแห่งอนาคต
ผมพูดเสมอว่าเมืองไทยมีบ่อน้ำมันและแหล่งก๊าซทุกจังหวัด เราเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานชีวภาพ (Bioenergy) ที่แข็งแกร่ง แต่ยังใช้ศักยภาพไม่เต็มที่ เราต้องปลดล็อกขีดจำกัดเหล่านี้ทันที
1. เปลี่ยนพืชเกษตรเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels)
เอทานอล (Ethanol) ปัจจุบันมีโรงงานเอทานอล 28 แห่ง กำลังการผลิตรวม 6.92-7.02 ล้านลิตรต่อวัน โดยมีวัตถุดิบหลักคือ กากน้ำตาลจากอ้อย (59.5%) และมันสำปะหลัง (35.5%) ทว่าปัจจุบันมีการใช้จริงเพียง 3.43 ล้านลิตรต่อวัน หรือมีกำลังผลิตส่วนเกินกว่าร้อยละ 50
รัฐบาลควรประกาศเป็นการถาวรให้ใช้ น้ำมัน E20 E85 เป็นน้ำมันพื้นฐานในช่วงแรก และ E100 ภายใน 3 ปี พร้อมส่งเสริมการลงทุนขยายและสร้างโรงงานเอทานอลให้ได้วันละ 20 ล้านลิตร เท่ากับ 2 ใน 3 ของปริมาณความต้องการใช้เบนซินในปัจจุบัน พร้อมกับขยายพื้นที่และเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของอ้อยและมันสำปะหลังให้เพียงพอต่อเป้าหมายใหม่ และควรเริ่มนโยบาย Set aSide Land Policy แยกพื้นที่การปลูกพืชพลังงานกับพืชอาหารด้วยโมเดลฟาร์มขนาดใหญ่ (Big Farm)
ไบโอดีเซล (Biodiesel) เรามีโรงงานผลิตไบโอดีเซล 15 แห่ง มีกำลังการผลิตรวมกันประมาณ 11.7-11.9 ล้านลิตรต่อวัน แต่มีการผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 4.6-5.1 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งคิดเป็นอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) เพียงประมาณ 34-39% เท่านั้น
รัฐบาลควรประกาศใช้ B7 และ B10 เป็นน้ำมันหลักในภาคขนส่งทางบก และเพิ่มการผลิตเป็น 14 ล้านลิตรภายใน 3 ปีเท่ากับ 20% ของการใช้ดีเซลในแต่ละวัน รวมทั้งการใช้ B100 สำหรับฟาร์มแมชชีนและรถโดยสารตลอดจนรถบรรทุกตั้งแต่ขนาด 1 ตัน จนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่
2. อุตสาหกรรมชีวภาพ (Bio-Industry)
- โรงกลั่นชีวภาพ (Bio-refinery) คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจาก “น้ำมันพืชและไบโอดีเซล” ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง (High Value-added)
การแปรรูปปาล์มน้ำมันและของเสียจากโรงงาน เช่น ทะลายเปล่า และน้ำเสียให้เป็นพลังงานและเคมีภัณฑ์ ได้แก่
- Oleochemicals การผลิตสารตั้งต้นสำหรับอุตสาหกรรมทำความสะอาดและเครื่องสำอาง เช่น Fatty Alcohol, Glycerin (บริสุทธิ์), และ Fatty Acid
- Bio-Jet Fuel (SAF) การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานชีวภาพ ซึ่งเป็นเทรนด์ใหญ่ที่ไทยกำลังผลักดันเพื่อลดคาร์บอนในภาคการบิน รัฐบาลควรเร่งขยายโครงการ Alcohol-to-Jet (ATJ) เพื่อผลิต SAF (Sustainable Aviation Fuel) โดยเริ่มบังคับใช้ร้อยละ 1 ในปี 2569 และขยายสู่ร้อยละ 8 ภายในปี 2579 เพื่อลดการนำเข้าน้ำมันอากาศยาน
- เคมีภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-Chemical) ผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพและเริ่มผลิตแล้ว เช่น
พลาสติกชีวภาพ (Bioplastic) เรามีการผลิตพลาสติกจากอ้อยและมันสำปะหลัง แต่ก็มีการวิจัยนำน้ำมันปาล์มมาทำพอลิเมอร์ชีวภาพบางชนิด
- สารลดแรงตึงผิว (Surfactants) ใช้ในผงซักฟอก แชมพู และสบู่
- น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ (Biolubricants) สำหรับเครื่องจักร จารบี และน้ำมันไฮดรอลิกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- Green Chemical สกัดสารคุณค่าสูงจากน้ำมันปาล์มดิบเช่นวิตามิน และสารชีวภัณฑ์ (Vitamin E & Phytosterols) เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม
รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการลงทุนเป็นเมกะโปรเจกต์ต่อยอดไบโอโพลิส (Biopolis) ในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และควรขยาย Biopolis ไปภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ฯลฯ
3. พลังงาน Biogas-Biomass ทุกจังหวัด
ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้าง “ความมั่นคงพลังงานระดับชุมชน” เพื่อลดการพึ่งพาโครงข่ายสายส่งกลาง
- ชีวมวล (Biomass) ประเทศไทยมีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมหาศาล โดยเฉพาะฟางข้าว 20 ล้านตันต่อปี และ แกลบ 5 ล้านตันต่อปี รวมถึงใบและยอดอ้อยที่มีศักยภาพเชิงความร้อนสูงถึง 3,870 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม
ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลสะสมแล้ว 3,380 เมกะวัตต์ (MW) และต้องเร่งขยายเพื่อลดภาระการใช้ก๊าซ LNG นำเข้า
- ก๊าซชีวภาพ (Biogas) และไฮโดรเจน เรามีศักยภาพจากน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรและมูลสัตว์ โดยรัฐบาลควรส่งเสริมโครงการ “1 หมู่บ้าน 1 โรงก๊าซชีวภาพ 1 โรงปุ๋ยชุมชน” เพื่อเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงานและลดต้นทุนเกษตรกรทกจังหวัด
นอกจากนี้ควรส่งเสริมการลงทุนในการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) และการปรับปรุงคุณภาพเพื่อผลิตเป็นไบโอมีเทนอัด (CBG : Compressed Biomethane Gas) เป็นทางเลือกเชื้อเพลิงขนส่ง โดยมีเป้าหมายการผลิตในแผนพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) 4,800 ตันต่อวันภายในปี 2579 และมีเป้าหมายรวมในการผลิตพลังงานชีวภาพสูงถึง 5,570 เมกะวัตต์ภายในปี 2579
ประเทศไทยมีศักยภาพการผลิตไบโอมีเทนได้มากถึง 1,200 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ภายในปี 2573 ซึ่งเทียบเท่ากับการลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ได้กว่า 450,000 ตันต่อปี
ยิ่งกว่านั้นยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจนที่ผลิตจากน้ำในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ (Blending) ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับปี 2023 นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่าตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศจะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจของพลังงานทางเลือกนี้ต่ออนาคตของประเทศ
:: บทสรุป: “เกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคง” ::
วิกฤตพลังงานจากสงครามในปี พ.ศ. 2569 คือสัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างสู่พลังงานชีวภาพ (Bio Industry) เพื่อให้เงินทุกบาทที่เคยจ่ายค่าน้ำมันค่าแก๊สจากต่างประเทศ กลับมาไหลเข้ากระเป๋าเกษตรกรไทย ระบบเศรษฐกิจไทย และสร้าง “พลังงานที่ไม่มีวันขาดแคลน” เพื่อเกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคงอย่างแท้จริง"


