xs
xsm
sm
md
lg

‘Stephen Eastaugh’ จาก Antarctica สู่มหานครกรุงเทพฯ : พร้อมเรื่องราวประสบการณ์ในดินแดนขั้วโลกใต้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


Stephen Eastaugh ณ Antarctica
“ที่ Antarctica ทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่สำหรับผม ไม่ว่าสัตว์ที่อาศัยที่นั่นหรือสภาพอากาศ เป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากที่นั่นคือ สิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กมากๆ บนโลกใบนี้…”

“สิ่งที่ยากและท้าทายที่สุด คือการเดินทางไปถึงที่แอนตาร์กติกา สิ่งที่ยากรองลงมาคือเรื่องอากาศ เมื่อจะออกจากที่พัก ต้องดูว่าลมมาจากทางไหน ลมแรงแค่ไหน ถ้าลมแรงและอากาศเย็นมาก เราไม่สามารถออกไปได้ แต่ถ้าไม่มีลม แม้อากาศเย็น เราก็สามารถออกไปเดินได้ อีกอย่างคือ เป็นพื้นที่ที่ห่างไกล ค่อนข้างยากในการใช้ชีวิต”



Stephen Eastaugh ณ Antarctica
11 เดือน คือระยะเวลาที่ชายผู้นี้ Stephen Eastaugh ใช้ชีวิตอยู่ ณ Antarctica ดินแดนอันหนาวเหน็บแห่งขั้วโลกใต้ เพื่อสร้างงานศิลปะหลากหลาย Collection รวมทั้งเพื่อถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีสั้น ความยาว 30 นาที ชื่อ WINTEROVER ซึ่งฉายให้ผู้สนใจได้รับชมร่วมกัน ณ MATDOT Art Center เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

(หมายเหตุ: นอกจากเป็น gallery จัดแสดงผลงานศิลปะหลากหลายรูปแบบแล้ว MATDOT Art Center ยังเป็นที่พำนักของศิลปินทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเพื่อใช้เวลาช่วงที่พักอยู่ แสวงหาแรงบันดาลใจหรือสร้างผลงานใหม่ๆ ซึ่ง Stephen Eastaugh คือศิลปินในพำนักรายล่าสุด เขาใช้ช่วงเวลาอยู่ที่นี่ไปถึงปลายเดือนมีนาคม)


WINTEROVER ภาพยนตร์สารคดีขนาดสั้น ที่ถ่ายทำโดย Stephen Eastaugh เรียกความสนใจจากผู้ชม เปิดโอกาสให้บทสนทนา การแสดงความคิดเห็นต่างๆ เป็นไปอย่างหลากหลาย 






แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ได้ชมสารคดีเรื่องนี้ ย่อมรู้สึกไม่ต่างกันคือ การรับรู้ถึงสภาพอากาศอันหนาวเหน็บ แสนทรหด ลมแรงถึงขั้นที่หากไม่มีเชือกไว้ให้คอยฉุดดึงตนเอง อาจเกิดอันตรายแก่ชีวิตได้ 

กระนั้น แม้ลมพายุอาจน่าหวาดหวั่น แต่ในท่ามกลางสภาพอากาศอันเลวร้าย ก็ยังเปี่ยมด้วยทัศนียภาพอันสวยงาม แม้ในความเวิ้งว้าง ไร้ขอบเขต น้ำแข็งที่ขาวโพลนทั่วทุกทิศ ความเย็นยะเยือกเกินขีดจำกัดที่คุ้นเคย ล้วนสะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ทรงพลังของธรรมชาติ

Stephen Eastaugh ณ Antarctica
ทั้งหลายทั้งปวง ที่ปรากฏในภาพยนตร์สารคดีสั้นเรื่องนี้ ได้นำพาผู้ชมไปสู่จุดที่ศิลปินตระหนักไว้ ดุจเดียวกัน นั่นคือ “มนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กมากๆ บนโลกใบนี้”

ธรรมชาติ, สภาพอากาศที่โหดร้าย, Aurora astralis ที่เกินกว่าจะหาถ้อยคำใดมาบรรยายต่อภาพที่ปรากฏ, รวมถึงสิ่งมีชีวิตอันแลดูเล็กน้อยบอบบาง ทว่า ยาวนานเก่าแก่เกินกว่าช่วงชีวิตของมนุษย์หลายต่อหลาย Generation อย่าง Lichen ล้วนถูกถ่ายทอดไว้อย่างน่าสนใจ ผ่าน WINTEROVER

‘ผู้จัดการออนไลน์’ คัดสรร Collection ผลงานศิลปะ ของ Stephen Eastaugh ที่เขาได้สร้างขึ้น ณ
แอนตาร์กติกา และบอกเล่าไว้ผ่านผลงานสารคดีสั้นเรื่องนี้ ในตอนท้ายเรายังได้พูดคุยหลากหลายประเด็นกับสตีเฟนถึงเบื้องหลังการทำงาน รวมทั้งความมุ่งหวังตั้งใจที่มีต่องานศิลปะอื่นๆ ในอนาคต



ทรงพลังและสง่างาม

ในบางช่วงตอนของ WINTEROVER สตีเฟนเอ่ยถึงแอนตาร์กติกาว่ามีทัศนียภาพที่ทรงพลังและสง่างาม นั่นคือสิ่งที่เขาสัมผัสได้






สตีเฟนเล่าด้วยว่า เขาเริ่มทำงานสตูดิโอของตัวเองขึ้น ณ ที่แห่งนี้ซึ่งมีพายุหิมะพัดมาและจากไปเป็นกิจวัตรปกติ แนวที่พายุหิมะเคลื่อนที่ผ่าน ล้วนเป็นเส้นทางของอาคารต่างๆ ทั้งหมด ซึ่งอาคารเหล่านั้นเองนำทางเราผ่านพายุด้วยเชือกช่วยชีวิต เป็นเชือกที่ใช้มัดเพื่อการเดินทางระหว่างอาคารเพื่อให้เรายึดเชือกไว้เวลาเดิน เพื่อความปลอดภัย เรารับรู้เส้นทางท่ามกลางพายุได้ด้วยเชือกเหล่านี้ เชือกเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีจริงๆ


KNOT SERIES

สตีเฟนกล่าวว่า เขาค่อนข้างตระหนักดีเกี่ยวกับปมเงื่อนต่างๆ ของเชือก ที่ผู้อยู่อาศัยในที่แห่งนี้ใช้มันเพื่อเดินทางข้ามผ่านสถานี พวกเขาผูกปมเหล่านั้นเข้าด้วยกัน พวกเขาสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นเป็นปกติ เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง
เมื่อมองดูปมเงื่อนเหล่านั้น สตีเฟนเห็นว่ามันเป็นสัญลักษณ์ที่ยืนยันได้ดีถึงความมั่นใจอย่างแท้จริงและรู้สึกอุ่นใจที่มีปมเชือกเหล่านี้อยู่ แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็สามารถสื่อถึงพันธนาการ การจองจำ การบังคับ
ที่แห่งนั้น มีปมเงื่อนมากมายในสายลม มีเชือกที่มีปมเงื่อนอยู่จำนวนมาก






ด้วยรูปทรง ปมต่างๆ ของ KNOTS นี่เอง ที่สตีเฟนนำมาเป็นแรงบันดาลใจสร้างสารรค์งานชุด KNOT SERIES ที่หลากหลายรูปทรง ทั้งสะท้อนถึงความสำคัญของปมเชือกเหล่านั้นที่ช่วยตรึงและยึดโยงผู้เดินทางไว้ให้รอดพ้นจากภัยของพายุหิมะอันหนักหน่วง

สตีเฟนกล่าวไว้ในช่วงหนึ่งว่า เขามองตัวเองเป็น Landscape Artist เมื่อมองดูแอนตาร์กติกา อาจรู้สึกว่ามีภูมิทัศน์ที่แห้งแล้ง โหดร้ายและแสนทรหด แต่สำหรับสตีเฟนที่เดินทางท่องเที่ยวมาเป็นระยะเวลายาวนาน แอนตาร์กติกา ถือว่าเป็นสถานที่ที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อไม่มีใครสนใจที่แห่งนี้มากนัก แอนตาร์กติกาจึงกลายเป็นสถานที่ซึ่งสร้างความอบอุ่นสบายใจอย่างน่าประหลาดให้กับเขา




The Aurora australis




สตีเฟนเล่าว่าตลอดทั้งปี การเดินทางหลายๆ ครั้งของเรา สร้างความสนุกสนานให้เรา โดยเฉพาะเมื่อต้องอยู่ห่างจากสถานีในบางครั้ง หรือเพียงแค่เดิน เราก็ได้เห็นสถานที่น่าอัศจรรย์ หรือบางสิ่งที่เหลือเชื่อ เช่น หินก้อนใหญ่ที่ลอยน้ำได้ เมฆที่สวยงาม หรือภาพลวงตา (หมายเหตุ : Fata Morgana คือปรากฏการณ์ภาพลวงตาทางธรรมชาติ เกิดจากการหักเหของแสงผ่านชั้นอากาศที่มีอุณหภูมิต่างกันสุดขั้ว ทำให้มองเห็นวัตถุทางไกลบิดเบี้ยว ลอยอยู่เหนือพื้นน้ำ-พื้นดิน หรือเป็นภาพซ้อนทับกัน มักเกิดบริเวณขั้วโลก )



แต่สิ่งที่อยู่เหนือความหนาวเย็น คือ The Aurora australis (แสงใต้) เป็นความมหัศจรรย์อันเงียบงันโดยแท้


สตีเฟนสร้างรูปทรงของ Aurora australis ขึ้นจากที่เห็น รวมทั้ง painting Aurora จำนวนมากที่สังเกตเห็นในระหว่างความหนาวเย็นอันมืดมิดและยาวนาน






ใดๆ ก็ตาม ภูมิทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ตระการตา ทัศนียภาพแห่ง Aurora ที่เหนือคำบรรยายนี้ ความงามนั้น คล้ายย้ำเตือนเราถึงความไม่เที่ยงของชีวิต สตีเฟนรู้สึกได้ถึงภาวะที่ตัวตนของเขามีขนาดเล็กลง เมื่อยามที่ได้มองดู Aurora อยู่เหนือเรา นับเป็นภาวะอันแปลกประหลาดอย่างที่สุดและเป็นความจริงแท้อย่างที่สุดเช่นกัน
สตีเฟนสร้างงานศิลปะ ในชื่อชุด OUTLANDISH ขึ้น เพื่อบันทึกห้วงเวลาเหล่านั้นไว้






A Good Day To Night

นอกจากการเฝ้ามอง แสง Aurora ที่เย้ายวนแล้ว เรายังเฝ้ามองความมืดและความต่อเนื่องของงาน
ที่สตีเฟนเรียกว่า A Good Day To Night สะท้อนถึงระยะเวลาของความหนาวเย็นที่วันหนึ่งเหมือนถูกแช่แข็งไว้ ทำให้เหมือนเวลาหยุดชะงัก หรือเกิดความสับสนในช่วงเวลาของค่ำคืนอันมืดมิด
สตีเฟนสร้างงานชุดนี้ขึ้นเป็นช่องตารางสี่เหลี่ยมในโทนสีดำ


Moss, Lichen

นอกจากทัศนียภาพอันกว้างใหญ่ไพศาลและงดงามตระการตา น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว สตีเฟนยังรู้สึกทึ่งอย่างมาก กับสิ่งมีชีวิตที่เติบโตอยู่รอบที่พักของเขา

นั่นคือ Moss และ Lichen ซึ่งมีขนาดเพียงไม่กี่เซนติเมตร มีทั้งสีเขียว สีเทา สีส้ม ซึ่งพืชพรรณเหล่านี้มีอายุที่ยาวนานและเก่าแก่กว่าสิ่งต่างๆ ในแอนตาร์กติการวมทั้งเก่าแก่กว่ามนุษย์ด้วย




สตีเฟนสร้างสรรค์งานศิลปะเหล่านี้ ออกมาส่วนหนึ่งในชื่อ
VERY LITTLE TREES
TRAVAILOGUE SERIES







ยังมีผลงานอื่นๆ อีก ที่สตีเฟนสร้างขึ้นในช่วงที่ใช้ชีวิตอยู่ ณ Mawson Station ที่ Antarctica 
งานเหล่านั้นเผยแพร่ผ่าน http://www.stepheneastaugh.com.au/

อาทิ


2009 Mawson Station Antarctica
KNOT 1
acrylic, cotton, wool, linen
23 cm x 23 cm
collection Art Gallery West Australia



2009 Mawson Station Antarctica
KNOT 10
acrylic, cotton, wool, linen
23 cm x 23 cm
collection Art Gallery West Australia



2009 Mawson Station Antarctica
BLIZZ-LINE (BLUE)
acrylic, cotton, wool, linen
140 cm x 140 cm
private collection Sydney



2009 Mawson Station Antarctica
BIG BEAUTIFUL DEAD PLACE / RAFTING SEA-ICE
acrylic, cotton, wool, linen
210 cm x 425 cm
collection National Gallery Victoria Australia



2009 Mawson Station Antarctica
OUTLANDISH / AURORA OVER CANELINE
acrylic, cotton, linen
40 cm x 40 cm



2009 Mawson Station Antarctica
BLIZZ-LINE WINTER
acrylic, cotton, plastic thread, linen
210 cm x 425 cm
collection Nevada Museum of Art USA



2009 Mawson Station Antarctica
A GOOD DAY TONIGHT
acrylic, cotton, linen
40 cm x 40 cm (single work from series of 30)
collection Tasmanian Museum Art Gallery Australia



พูดคุยกับ Stephen Eastaugh

นอกจากบอกเล่าไว้ในภาพยนตร์สั้น WINTEROVER ถึงแรงบันดาลใจในการสร้างงานศิลปะหลากหลาย Series หลาย Collection ขึ้น ณ แอนตาร์กติกาแล้ว สตีเฟนยังพูดคุยกับเราในบางประเด็นเพิ่มเติม ที่นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

ถามว่าคุณทำงานศิลปะค่อนข้างหลากหลายรูปแบบ แล้วนิยามตนเองเป็นศิลปินแนวไหน
สตีเฟนตอบว่า เขาทำงานค่อนข้างหลากหลาย อาทิ Painting, Sculpture, Drawing แต่ถ้าให้เจาะจง เขานิยามตัวเองเป็น Landscape Artist




ขอให้เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานภาพยนตร์สารคดีสั้นเรื่องนี้บ้าง
สตีเฟนตอบว่า สารคดีเรื่องนี้มีความยาวประมาณ 30 นาที แต่ในการทำงานนั้น เขาไปใช้ชีวิตอยู่ที่แอนตาร์กติกาเป็นระยะเวลา 11 เดือน ไปเรียนรู้การใช้กล้องใหม่ที่นั่นเลย ซึ่งเขาไม่เคยใช้กล้องแบบนี้มาก่อน ตอนที่ถ่ายทำ สตีเฟนจะถ่ายเป็นคลิปยาวเก็บไว้เรื่อยๆ ใช้เวลาถ่ายคลิปประมาณ 1 เดือน จากนั้น ใช้เวลาเรียนรู้การตัดต่อ เพื่อทำเป็นภาพยนตร์สารคดีสั้นความยาว 30 นาที

“ที่แอนตาร์กติกาทุกอย่างเป็นเรื่องใหม่ สำหรับผม ไม่ว่าสัตว์ที่อาศัยที่นั่น หรือสภาพอากาศ เป็นเรื่องใหม่ทั้งหมด สิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากที่นั่นคือ สิ่งมีชีวิตอย่างมนุษย์ เป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กมากๆ บนโลกใบนี้ ประสบการณ์จากการอยู่ที่นั่น เหมือนไปอยู่อีกโลกนึกก็ว่าได้ เหมือนเป็นดาวอีกดวง”

ถามว่า อะไรคือสิ่งที่ยากและท้าทายที่สุด ในการทำงานที่แอนตาร์กติกาครั้งนี้
สตีเฟนตอบว่า “สิ่งที่ยากและท้าทายที่สุด คือการเดินทางไปถึงที่แอนตาร์กติกา สิ่งที่ยากรองลงมาคือเรื่องอากาศ เมื่อจะออกจากที่พัก ต้องดูว่าลมมาจากทางไหน ลมแรงแค่ไหน ถ้าลมแรงและอากาศเย็นมาก เราไม่สามารถออกไปได้ แต่ถ้าไม่มีลม แม้อากาศเย็น เราก็สามารถออกไปเดินได้ อีกอย่างคือ เป็นพื้นที่ที่ห่างไกล ค่อนข้างยากในการใช้ชีวิต”


อย่างไรก็ตาม สำหรับสตีเฟนแล้ว “การเดินทางท่องเที่ยว คือ ชีวิตของผม คือสิ่งที่ผมทำเป็นประจำ การเดินทาง ทำให้ผมได้ออกไปใช้ชีวิต เป็นการตั้งคำถามกับตัวเองด้วย ตั้งคำถามกับการใช้ชีวิตด้วย”


อดถามไม่ได้ว่า ยังมีงานศิลปะอะไรอีกบ้างที่อยากทำต่อจากนี้
สตีเฟนตอบว่า เขาเป็น Visual Artist มาหลายสิบปี นอกจากนั้น ยังเคยเขียนบล็อคเกี่ยวกับการท่องเที่ยวด้วย ปัจจุบันเขาก็กำลังเขียนงานอยู่แต่ยังไม่เสร็จ จึง Plan ไว้ว่า จะทำเรื่องสั้นเกี่ยวกับการเดินทาง

“ผมเดินทางท่องเที่ยว ไปเยือนประเทศต่างๆ มาแล้วมากกว่า 100 ประเทศ จากทั้งหมดประมาณ 200 ประเทศในโลก จึงยังมีพื้นที่อีกมากมาย ที่ผมสามารถไปเยือนได้ แม้ยังไม่รู้ว่าจะไปทำอะไรที่นั่นก็ตาม”


ไม่ว่า หมุดหมายปลายทางต่อไปของศิลปินผู้นี้จะเป็นที่ไหน เชื่อว่า สิ่งที่เขาสร้างสรรค์ขึ้นผ่านศิลปะหลากหลายรูปแบบ ย่อมสะท้อนถึงภาวะความเป็นจริง ทั้งในแง่มุมของสภาวะภายนอกและห้วงสภาวะภายในที่ล้วนฉายชัดผ่านเนื้องานที่ปรากฏและเอื้อต่อการตีความได้กว้างไกลเสมอ
….
Text by : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo by : Stephen Eastaugh, WINTEROVER, รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
ล่ามแปลภาษาในการสัมภาษณ์ : PAWANPAPORN CHAROENPRASOPSUK
ชมผลงานของ Stephen ได้ที่ http://www.stepheneastaugh.com.au/
เอื้อเฟื้อสถานที่ : MATDOT Art Center