xs
xsm
sm
md
lg

แถลงการณ์ "เปรมิกา สุจริตกุล" เปิดเอกสารลับสยาม-ฝรั่งเศส ยัน "สันปันน้ำ" คือ "ขอบหน้าผา" -หักล้างกฎหมายปิดปากคดีพระวิหาร

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



โดย เปรมิกา สุจริตกุล
(บุตรีของศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล)
นักแปลและล่ามภาษาฝรั่งเศส

วันที่ 16 มีนาคม 2569

นับเป็นความบังเอิญที่กรณีพิพาทไทย-กัมพูชาเรื่องคดีปราสาทพระวิหารเกิดขึ้นในปีที่ดิฉันเกิด ขณะนั้น นายสมปอง เป็นทนายที่อายุน้อยที่สุดของทีมทนายฝ่ายไทย ภายใต้การนำของท่านประธาน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ทนายอาวุโสในแวดวงนักกฎหมายไทย

ในการที่เขมรได้ยื่นฟ้องศาลสถิตยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) อย่างจู่โจมโดยไทยไม่คาดฝันมาก่อน คุณพ่อจึงได้เสนอให้ไทยตัดฟ้อง (โดยไม่ยอมรับอำนาจศาล ซึ่งสามารถทำได้) อย่างน้อยก็เพื่อยืดเวลาให้ฝ่ายเราหาช่องทางต่อสู้ ท่านประธานฝ่ายไทยไม่เห็นด้วยเพราะท่านเชื่อมั่นว่าไทยมีทางชนะถึง 300 เปอร์เซ็นต์โดยเอาศีรษะเจ้ากรมแผนที่ (ขณะนั้น) เป็นประกัน จึงเสนอท่านนายกฯ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้นำนายสมปองไปประหารชีวิตโดยยิงเป้าโทษฐานทรยศต่อแผ่นดิน

เคราะห์ดีที่ท่านถนัด คอมันตร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง รีบเรียกคุณพ่อให้ไปพบท่านนายกฯ เพื่ออธิบายโดยละเอียดว่าการที่ไทยใช้สิทธิยื่นขอคัดค้านอำนาจศาลจะมีผลหรือไม่อย่างไร ในที่สุด หลังจากเวลาผ่านไปกว่าครึ่งคืน คำตอบสั้นๆ ของท่านนายกฯ คือ “สมปอง...อั๊วเชื่อลื้อ”

...เป็นอันว่าคดีปราสาทพระวิหารเกือบจะพรากคุณพ่อไปตั้งแต่ดิฉันอายุไม่ถึง เดือน

ดิฉันจำคำของคุณพ่อได้เสมอว่า:ศาลโลกไม่มีอำนาจบังคับคดี มีแต่อำนาจพิจารณาเท่านั้น ถึงแม้คดีปราสาทพระวิหารไม่เกี่ยวกับเรื่องเขตแดน แต่แผนที่ (ภาคผนวก 1 - Annexe 1) ที่จัดทำโดยฝรั่งเศส ได้มีการลากเส้นเขตแดนผิดจากสันปันน้ำจริง ทำให้ปราสาทไปอยู่ในเขตกัมพูชา รายละเอียดทุกอย่างนี้ คุณถ่ายเถา สุจริตกุล คุณแม่ ได้เรียบเรียงจากบทความและคำบรรยายที่คุณพ่อฝากไว้ในคำทรงจำของชาวไทยทุกคน “วันนั้น...ถึงวันนี้ ข้อมูลพื้นฐานพระวิหารกับศาลโลก จากบันทึกของ ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล” ดิฉันจึงขอถือโอกาสนี้มอบหนังสือดังกล่าวให้พี่น้องนักข่าวและสื่อมวลชนทุกท่านเพื่ออ่านและศึกษาหาความรู้

เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว กลุ่มลูกศิษย์คุณพ่อได้ติดต่อเพื่อนำเอกสารต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสมามอบหมายให้ดิฉันแปลเป็นภาษาไทย ชุด 'ANNEXES TO COUNTER-MEMORIAL REJOINDER OF THAILAND' ซึ่งเป็น บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการผสม ฝรั่งเศส-สยามว่าด้วยการปักปันเขตแดนในช่วงปี 1905-1907


เอกสารชุดนี้ไม่ใช่เอกสารทั่วไปในคดีศาลโลกปี 1962 แต่เป็น เอกสารลับทางการทูตและกฎหมายในช่วงการปักปันเขตแดนยุคแรกเริ่มระหว่างสยามและฝรั่งเศส เป็นบันทึกการโต้ตอบ (Rejoinder) ของฝ่ายไทยในเวลานั้นที่มีต่อข้ออ้างของฝรั่งเศส ก่อนที่จะมีการส่งมอบแผนที่ระวางดงรัก (Annexe I Map) ที่สร้างปัญหาในเวลาต่อมา...

ตลอดชีวิตที่คุณพ่อได้อุทิศเพื่อรักษาพระราชอาณาเขตประเทศไทย ทำให้ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้สืบสานเจตนารมณ์ของท่าน ในการที่ได้มีโอกาสแปลเอกสารสำคัญนี้จากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทย เพื่อนำมาประกอบกับบทวิพากษ์ของอาจารย์ท่านอื่นๆ โดยจะรวมเล่มจัดพิมพ์ในภายหลังไว้ให้เป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าสำหรับนักประวัติศาสตร์ นักกฎหมาย นักรัฐศาสตร์และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการศึกษาหลักฐานสำคัญสำหรับประเทศไทยอย่างเป็นทางการต่อไป

ที่สำคัญที่สุดคือ เอกสารลับโบราณอายุกว่าหนึ่งศตวรรษชุดนี้ ไม่เคยมีการเปิดเผยสู่สาธารณะ แม้แต่ตัวคุณพ่อของดิฉันเองก็ไม่เคยทราบมาก่อน เนื่องจากถูกเก็บรักษาไว้อย่างมิดชิดในชั้นความลับของกระทรวงการต่างประเทศ และต่อมาได้ส่งไปใช้เป็นหลักฐานในศาลโลกในคดีปราสาทพระวิหาร

บันทึกการประชุมและข้อตกลงของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยามกับอินโดจีน-ฝรั่งเศส ที่มีความยาวหลายร้อยหน้า มีรายละเอียดอันซับซ้อนในช่วงปี ค.ศ. 1905-1907 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ฝรั่งเศสจัดทำแผนที่เจ้าปัญหานี้ โดยสยามได้มีการทำคำคัดค้าน (Counter-Memorial) และคำแถลงแก้(Rejoinder) ไว้อย่างชัดเจน

เอกสารลับชุดนี้พิสูจน์ให้เห็นเจตจำนงที่แท้จริงของบรรพบุรุษไทย ณ เวลานั้นว่าเรามิได้ยอมรับเส้นเขตแดนที่ผิดพลาดโดยดุษณี แต่มีการโต้แย้งในเชิงเทคนิคและกฎหมายอย่างเป็นระบบ

ข้อมูลชุดนี้จะช่วยหักล้างความเข้าใจผิดในอดีตที่ว่าไทย นิ่งเฉย ไม่ทักท้วง” ภายในเวลาที่เหมาะสม จึงถือว่าเป็นการ ยอมรับ” (Acquiescence) โดยยึดหลักกฎหมายปิดปาก (Estoppel) การที่เรายอมรับสิ่งนั้นไปแล้ว เราไม่สามารถ กลับคำ” ภายหลังเพื่อประโยชน์ของตัวเองได้ แต่ในความเป็นจริง เรามีการตอบโต้และคัดค้านบันทึกไว้ในเอกสารลับชุดนี้

เอกสารนี้เป็นผลงานในการเจรจาปักปันพรมแดนระหว่างสยาม (ไทย) นี้เป็นไปตามสนธิสัญญาประธานใน ค.ศ. 1904 โดยพยายามใช้พรมแดนธรรมชาติ (Natural border) ในยุคที่โลกยังไม่มีดาวเทียม แต่อาศัยหมุดหมายทางภูมิศาสตร์ (Geographical landmark) เป็นหลักในการปักปัน มีการบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการปักปันทั้งหมดนับร้อยหน้าเป็นภาษาฝรั่งเศส ถือเป็นเอกสารอันสำคัญ แนบท้ายสัญญาประธานที่มีผลผูกพันเรื่องสันปันน้ำตามที่ตกลงกันในสมัยนั้น ทั้งนี้ ในทางกฎหมายห้ามการตกลงใดๆ ขัดแย้งกับสัญญาประธาน

สันปันน้ำตามการเจรจาปักปันในช่วงเวลาดังกล่าวมีใจความสำคัญดังนี้

หนึ่ง ฝรั่งเศส โดยพันตรีแบร์นาร์ด สมัครใจไม่ลงเดินสำรวจ เพราะระยะทางยาวกว่า 700 กิโลเมตรไม่อาจจะทำสำเร็จได้ทันเวลา และลำบากมากเกินไป เนื่องจากเป็นป่ารก

สอง พรมแดนนั้นยึดพรมแดนธรรมชาติ ได้แก่
- สันเขาพนมดงรักที่เด่นชัด (crête évidente)
- สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า จากฝั่งอินโดจีน-ฝรั่งเศส อันเป็นที่ต่ำกว่าฝั่งสยามไม่ต่ำกว่า 100 เมตร
- ไม่สามารถเดินข้ามผ่านได้โดยไม่รู้ตัว เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทกันในภายหลัง

เพื่อไม่ให้เกิดข้อพิพาทในภายหลัง ให้ยึดถือเช่นนี้เท่าที่มีเทือกเขาพนมดงรักซึ่งรวมไปถึงระวาง 4-5 ด้วย จนกว่าจะเป็นที่ราบบริเวณฉนวนเขมร (Cambodian corridor) อันได้แก่บริเวณจังหวัดสระแก้ว ในปัจจุบันจึงมีการปักปันด้วยหลักการอื่นจากข้อตกลงในการปักปันดังกล่าว สรุปได้ว่าทั้งฝ่ายสยาม และฝ่ายอินโดจีน-ฝรั่งเศส (กัมพูชา) ได้ยึดสันผาเป็นสันปันน้ำ เพราะสันผาเป็นหมุดหมายตามธรรมชาติที่ไม่ทำให้เกิดข้อพิพาทในภายหลังสามารถปักปันได้ง่ายและรวดเร็วโดยไม่ต้องลงเดินสำรวจ เนื่องจากธรรมชาติได้รังสรรค์ให้เทือกเขาพนมดงรักเป็นเทือกเขารูปอีโต้ มีสันผาที่ชัดเจนตลอดแนวอยู่แล้ว

การตกลงปักปันดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเลือกนายทหารหนุ่มผู้มีความรู้ดีเยี่ยมทางการทหารและภูมิศาสตร์ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ (หม่อมชาติเดชอุดม) ไปเป็นหัวหน้าคณะกรรมการปักปันเขตแดน


ในบทความหลายร้อยหน้าจากบันทึกรายงานการประชุมกรรมาธิการฝรั่งเศส-สยาม ในการปักปันเขตแดนคำคัดค้าน (Counter-Memorial) และคำแถลงแก้ (Rejoinder) เมื่อหนึ่งร้อยยี่สิบปีก่อนนั้นนอกจากยืนยันว่าไทยไม่ได้ยอมรับแล้ว ยังบ่งบอกถึงกลยุทธ์ที่แต่ละฝ่ายได้นำมาใช้ในการเจรจา

ในฐานะผู้แปล ดิฉันได้สัมผัสถึงความดุเดือดในการเจรจาครั้งนั้น การอ่านระหว่างบรรทัดทำให้ดิฉันได้สัมผัสถึงความพยายามอย่างยิ่งยวดของบรรพชนผู้เข้าร่วมการเจรจาปักปันเขตแดน ทั้ง เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ และหลวงวิสูตรโกษา (ฟัก สาณะเสน) ได้ใช้สติปัญญาอันเฉลียวฉลาดและวิธีการเจรจาอย่างนักการทูตผู้มีชั้นเชิงและศักดิ์ศรีสง่างามยิ่งของประเทศไทย ในการประนีประนอมอย่างสุภาพนุ่มนวล โดยใช้วิธีเลี่ยงในการให้ความเห็นที่ผูกมัด หรือการตัดสินใจใดๆ ที่ไทยอาจจะเสียเปรียบเมื่อถึงทางจนมุม ท่านจะใช้คำว่า “จำไม่ได้” หรืออ้างอำนาจสูง “ต้องทูลรัฐบาลสยามก่อน” และยืนกรานว่า “ยังไม่มีแผนที่ที่เชื่อถือได้”

ในขณะที่ฝ่ายฝรั่งเศส นำโดยผู้บัญชาการแบร์นาร์ดได้พยายามเอาเปรียบ ข่มขู่ด้วยสารพัดวิธี โดยใช้กลยุทธ์นานัปการในการเจรจา อาทิ การอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์โดยใช้ "อำนาจที่เหนือกว่าในพื้นที่แม่โขง" (Physical control over the Mekong) เป็นข้ออ้างหลักในการปักปันเขตแดน

· การจี้จุดพยาน:แบร์นาร์ดจงใจถาม หลวงวิสูตรโกษา เพราะรู้ว่าท่านมาจากกระทรวงการต่างประเทศ และต้องระมัดระวังคำพูดตามบันทึกการประชุมเดิมที่ปารีส

· การสร้างบรรทัดฐาน (Status Quo) : แบร์นาร์ดพยายามเคลมว่าพื้นที่ส่วนนั้นเป็นของหลวงพระบางมาตลอด และ "ไม่มีใครเคยคิดจะให้สยามเพื่อทำให้ข้อเสนอของฝ่ายสยามดูเหมือนเป็นการ "เรียกร้องดินแดนเพิ่ม"

· กลยุทธ์ "อ้างความชอบธรรมโดยยึดจริยธรรม" (Supériorité morale): แบร์นาร์ดยกตัวอย่างเรื่องน้ำงาว (Nam Ngao)
(แม่น้ำงาวในประเทศลาว) ขึ้นมาเปรียบเทียบ โดยบอกว่าเขารู้ว่าน้ำงาวเป็นของไทยเขาก็ไม่เอา เพื่อกดดันว่าในเมื่อเขาสุจริตใจยอมให้น้ำงาวเป็นของไทยแล้วไทยก็ควรมีความสุจริตใจเพียงพอที่ยอมให้ภูผาได (สันปันน้ำของเทือกเขาหลวงพระบาง) เป็นของฝรั่งเศสด้วย

· การใช้คำรุนแรง : เช่นคำว่า "Mauvaise foi" (ขาดความสุจริตใจเป็นการตำหนิฝ่ายสยามอย่างแรงในทางการทูต
เพื่อบีบให้คณะกรรมการฝ่ายสยามต้องถอย

· การรับรองโดยปริยาย (consentement tacite) แบร์นาร์ดอ้างว่าในเมื่อตอนที่อุปทูตแจ้งเรื่องการคืนดินแดนลุ่มน้ำน่าน (ซึ่งสยามได้ประโยชน์) สยามไม่ได้ทวงถามเรื่องลุ่มน้ำโขง จึงเท่ากับสยามยอมรับไปแล้วว่าลุ่มน้ำโขงไม่ใช่ของตน

· หลักฐานการเก็บภาษี : นี่คือหมัดฮุกที่สำคัญที่สุดในทางการทูตสมัยนั้น เพราะการที่ชาวบ้านยังเสียภาษีให้หลวงพระบาง
 (ฝรั่งเศส) โดยข้าหลวงสยามไม่ห้ามปรามถือเป็นหลักฐานมัดตัวว่าสยามไม่ได้ใช้อำนาจการปกครองในพื้นที่นั้นจริง

· การตอกย้ำความชอบธรรม แบร์นาร์ดพยายามชี้ให้เห็นว่าการที่สยามเพิ่งมาเรียกร้องเอาตอนนนี้หลังจากปล่อยเวลาล่วงเลยมาเป็นปี ย่อมฟังไม่ขึ้นในเวทีสากล

· การย้อนเกล็ดคำพูด (Turning the Argument) : แบร์นาร์ดหยิบยกเอาคำพูดของพระยาบรมบาทบำรุง (แย้ม แสงชูโต) ที่ว่า สยามเคยปกครองเมืองกบ (ปัจจุบันอยู่ในแขวงบ่อแก้ว ในลาว) มานาน โดยย้อนกลับว่า "ถ้าปกครองมานานจริง คุณจะอ้างว่าไม่รู้จักตำแหน่งภูเขาในเขตตัวเองได้ยังไงเพื่อทำลายน้ำหนักความน่าเชื่อถือของสยามเรื่องตำแหน่งภูผาม่าน (ภูเขาในเทือกเขาหลวงพระบาง แขวงไชยบุรี ในลาวปัจจุบัน)

· การอ้าง "การแลกเปลี่ยน" (Quid Pro Quo) : แบร์นาร์ดชี้ให้เห็นว่านี่คือการ "แลกเมือง(Échange des territoires) ไม่ใช่การยึดฝ่ายเดียวโดยระบุชื่อเมืองที่สยามได้ประโยชน์ (บ่อสาว และบ่อเบี้ย(บ่อเบี้ยอยู่ในอำเภอบ้านโคก จังหวัดอุตรดิตถ์ บ่อสาวอยู่ในเมืองทุ่งมีไซ แขวงไซยะบุรี ประเทศลาว ตรงข้ามจุดผ่อนปรนบ่อเบี้ย) เพื่อปิดปากไม่ให้สยามอ้างความเสียเปรียบ

· การใช้กฎหมายปิดปาก (Estoppel / préclusion) : เขาเน้นว่าเรื่องนี้ "จบไปแล้ว" (Déjà résolu) ตามสนธิสัญญาปี 1904 จะเอาเรื่องเก่ามาพูดอีกไม่ได้

· การตัดบท (Argument final) : ท่านนายพลเลือกที่จะไม่เถียงเรื่องประวัติศาสตร์ต่อ เพราะเกรงว่าจะทำให้การเจรจาบานปลาย ท่านยอมรับว่าข้อตกลงเรื่องตัวเมืองนั้น "เด็ดขาดแล้ว" (définitivement tranchées) เพื่อให้ที่ประชุมกลับไปโฟกัสที่การขีดเส้นเขตแดนบนภูเขาต่อ

· หลักการแบ่ง "ลุ่มน้ำ" (Partage des eaux) : เขาพยายามสรุปใจความสำคัญของสนธิสัญญาให้เหลือเพียงประโยคเดียวคือ "น้ำโขงเป็นของฝรั่งเศส น้ำน่านเป็นของสยามเพื่อตัดประเด็นยิบย่อยอื่นๆ ทิ้งไป

· การอ้างความไร้สมรรถภาพ (Incapacité administrative) : นี่คือคำพูดที่ค่อนข้างดูแคลนฝ่ายสยาม โดยอ้างว่าสยามไม่มีปัญญาปกครองเพราะสภาพภูมิประเทศที่เป็นภูเขาสูงชันกั้นกลาง (Infranchissable)

· การขู่เรื่องความมั่นคง (Menace à la sécurité) : แบร์นาร์ดยกเรื่อง "โจรผู้ร้ายและความวุ่นวายในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มาเป็นข้ออ้างว่าสยามจะคุมไม่อยู่ และถ้าสยามคุมไม่ได้จนกระทบฝรั่งเศส จะถือเป็นความผิดของสยามที่ทำให้เสียความสัมพันธ์


คุณพ่อของดิฉัน ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล ได้ย้ำอยู่เสมอเมื่อยังมีชีวิตอยู่ว่า:

หนึ่ง การเจรจาปักปันสำเร็จลงแล้วเมื่อร้อยปีก่อน ดังนั้น เอกสารที่ดิฉันแปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทยนี้จึงเป็นการยืนยันคำพูดของคุณพ่อดิฉัน

สอง แผนที่หนึ่งต่อสองแสนนั้นเป็นแผนที่ที่ลากผิด และไม่ถูกต้อง เอกสารที่ดิฉันแปลจากภาษาฝรั่งเศสเป็นภาษาไทยนี้จึงเป็นการยืนยันคำพูดของคุณพ่อดิฉันในข้อนี้อีกเช่นกัน

สาม ไม่มีพื้นที่ทับซ้อนเพราะไม่เคยมีปัญหาในการตีความและกำหนดสันปันน้ำไม่ตรงกัน เพราะเอกสารนี้เป็นข้อตกลงร่วมกันทั้งสองฝ่ายชัดเจนว่า สันปันน้ำคือสันเขา ที่เห็นได้ชัดจากฝั่งตีนเขาพนมดงรักจากฝั่งกัมพูชา และไม่สามารถเดินผ่านได้โดยไม่รู้ตัว โดยความหมายโดยนัยตามหลักภาษาและการแปลหมายความว่า คณะกรรมการปักปันได้ตกลงใช้สันผา (Escarpment) เป็นสันปันน้ำ (เพราะมนุษย์ย่อมไม่สามารถเดินข้ามหน้าผาสูงกว่า 100 เมตรไปได้โดยไม่รู้ตัวและไม่ตาย) อันเป็นพรมแดนตามธรรมชาติด้วยหมุดหมายทางภูมิศาสตร์ตามที่โบราณกาลได้เคยใช้กันก่อนจะมีดาวเทียม

สาเหตุของการเกิดพื้นที่ทับซ้อน หมายถึงพื้นที่ระหว่างสันผากับสันปันน้ำ เกิดจากการใช้เทคโนโลยีดาวเทียมสมัยใหม่ที่กำหนดสันปันน้ำโดยความสูงของเปลือกโลก (จุดที่เปลือกโลกยกระดับสูงสุด) และเดินข้ามไปมาได้จนเกิดข้อพิพาทที่เรียกว่าพื้นที่ทับซ้อน เพราะกัมพูชาไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงเมื่อหนึ่งร้อยกว่าปีก่อน อันเป็นสิ่งที่เอกสารฉบับนี้ยืนยันความถูกต้องในสิ่งที่คุณพ่อได้พูดและยืนยันมาทั้งชีวิต

ทั้งนี้ เมื่อเกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา บริเวณปราสาทพระวิหาร เอกสารภาษาฝรั่งเศสนี้ได้เคยถูกยื่นโดยกระทรวงการต่างประเทศไทยไปยังศาลโลกมาแล้ว และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้มีคำพิพากษาลงมาทางไทย โดย ดร.ถนัด คอมันตร์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในเวลานั้น ได้มีหนังสือขอสงวนสิทธิ์ ลงวันที่ 6 กรกฎาคม2504 ส่งถึง ฯพณฯ อู่ ถั่น รักษาการเลขาธิการสหประชาชาตินิวยอร์กว่า

“รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรารถนาจะตั้งข้อสงวนอย่างชัดเจน เพื่อสงวนไว้ซึ่งสิทธิที่ประเทศไทยมีหรือพึงมีในอนาคต ในการเรียกคืนปราสาทพระวิหาร โดยใช้วิถีทางที่ชอบด้วยกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันหรืออนาคต และขอยืนยันการคัดค้านคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศซึ่งวินิจฉัยให้ประสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา”

ดิฉันขอเป็นกำลังใจให้กองทัพไทย และเชื่อมั่นว่าทุกท่านจะได้ใช้ประโยชน์จากเอกสารนี้ในการรักษาพระราชอาณาเขตของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
1. กองทัพภาคที่สอง กองบัญชาการกองทัพบก

2. กรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย

3. กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ
จะเป็นสามหน่วยงานที่จะได้ใช้ประโยชน์จากเอกสารที่ดิฉันแปลนี้ รวมถึงคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ซึ่งดิฉันตั้งใจจะไปส่งมอบเอกสารเหล่านี้ให้ในอนาคตด้วยตนเอง

ดิฉันปรารถนาให้มีการจัดเสวนาทางวิชาการจากเอกสารสำคัญล้ำค่านี้ โดยนักวิชาการหลากหลายด้าน เช่น โบราณคดี ภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา กฎหมาย และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อร่วมมือกันในโอกาสต่อไป

ในฐานะทายาทของ ศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล ผู้ที่ต่อสู้เพื่อรักษาแผ่นดินไทยมิให้เสียไปแม้แต่ตารางนิ้วเดียวมาตลอดชีวิต ดิฉันตั้งใจที่จะแปลเอกสารนี้ ด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ มิให้ผิดเพี้ยน ให้ครบถ้วนถูกต้อง และเชื่อมั่นว่าหากคุณพ่อยังคงมีชีวิตอยู่ ท่านจะสามารถใช้เอกสารเหล่านี้ในการปกป้องพระราชอาณาเขตได้อย่างดีที่สุด ด้วยความทุ่มเทและอุตสาหะพยายามในการทำหน้าที่ของคนไทยคนหนึ่งในการปกป้องแผ่นดิน ให้สมกับที่ได้กำเนิดมาในราชินิกุลสุจริตกุล

ดิฉันขอยืนหยัดในการปกป้อง สืบสาน รักษาพระราชอาณาเขต ตามที่บูรพมหากษัตริยาธิราชเจ้าร่วมกับบรรพชนไทย อันได้แก่ เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ ดร.ถนัด คอมันตร์ ซึ่งเป็นเจ้านายของคุณพ่อดิฉัน รวมถึงคุณพ่อของดิฉัน ที่ได้ร่วมกันปกป้องรักษาพระราชอาณาเขตและอาณาราษฎรของไทย และขอสงวนสิทธิและยืนยันพรมแดนของไทยตามการเจรจาปักปันตามสนธิสัญญาประธานเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

เปรมิกา สุจริตกุล
(บุตรีของศาสตราจารย์ ดร.สมปอง สุจริตกุล)
นักแปลและล่ามภาษาฝรั่งเศส