xs
xsm
sm
md
lg

ราชสกุลสนิทวงศ์งัดหลักฐาน 100 ปี โต้ข้อพิพาทชายแดน ชี้ชัด “สันปันน้ำคือสันผา” ไทยปักปันจบแล้วตั้งแต่ยุค ร.๕

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ลูกหลานราชสกุล “สนิทวงศ์ ณ อยุธยา” เปิดเอกสารประวัติศาสตร์อายุกว่า 100 ปี จากการเจรจาปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส ยุครัชกาลที่ ๕ ยืนยันนิยาม “สันปันน้ำ” ตามสัญญาประธาน ค.ศ. 1907 หมายถึง “สันผา” บนเทือกเขาพนมดงรัก ไม่ใช่จุดสูงสุดตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ ชี้หากยึดตามบันทึกการเจรจาเดิม ปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาจะยุติได้ทันที

วันนี้ (16 มี.ค.) เมื่อเวลา 11.00 น. ตัวแทนทายาทราชสกุลสนิทวงศ์ นำโดย นายพงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายสุรภพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นายวัฒนวงษ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา และนายภาคย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ในฐานะลูกหลานแห่งราชสกุลและสายตรงพลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ ร่วมกันเปิดเผยข้อมูลประวัติศาสตร์การปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับอธิปไตยของชาติ

นายพงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวว่า เมื่อครั้งวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ที่ฝรั่งเศสส่งเรือรบมาปิดปากอ่าวไทย ประเทศไทยรอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมมาได้ด้วยพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และ "เงินถุงแดง" ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเตรียมไว้กู้ชาติ


ในเวลานั้น ฝรั่งเศสหมายปองเมืองชายฝั่งอย่างจันทบุรีและตราด แต่ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกลที่ทรงรักประชาราษฎร์และต้องการรักษาเมืองชายทะเลสำคัญที่มีคนไทยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก พระองค์จึงจำต้องยอมเสียสละดินแดนส่วนอื่น ได้แก่ ลาวในปัจจุบัน และมณฑลบูรพา (พระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ) เพื่อแลกกับการรักษาจันทบุรีและตราดเอาไว้

การเสียดินแดนในปี ค.ศ. 1904 นำมาสู่การปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน-ฝรั่งเศส รัชกาลที่ ๕ ทรงมอบหมายให้ หม่อมชาติเดชอุดม (ม.ร.ว.สท้าน สนิทวงศ์) นายร้อยทหารบกจากโรงเรียนนายร้อยเดนมาร์ก เป็นหัวหน้าคณะกรรมการปักปันฝ่ายสยาม เจรจากับคณะของ พันตรี แบร์นาร์ด (Commandant Bernard) หัวหน้าคณะฝ่ายฝรั่งเศส

ทั้งนี้ หม่อมชาติเดชอุดม หรือต่อมาคือ พลเอก เจ้าพระยาวงษานุประพัทธ์ มีความสำคัญอย่างยิ่งในหน้าประวัติศาสตร์ โดยท่านเป็นคุณตาของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเป็นพระปัยกา (ทวด) ของพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว


นายสุรภพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ระบุว่า การเจรจาปักปันพรมแดนตามสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 ยึดถือพรมแดนธรรมชาติ (Natural Border) เป็นหลัก ซึ่งล่าสุดได้มีการแปลบันทึกการประชุมนับร้อยหน้าจากภาษาฝรั่งเศสโดย คุณเปรมิกา สุจริตกุล นายกสมาคมนักเรียนเก่าฝรั่งเศส พบว่าเอกสารแนบท้ายสัญญาประธานนี้ระบุชัดเจนถึงคำว่า "สันปันน้ำ" ในยุคนั้นว่าคือ "สันผา" นายภาคย์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา อธิบายรายละเอียดสำคัญ 4 ประการที่ตกลงกันไว้ คือ 1. ยึดแนวสันเขาพนมดงรักที่เด่นชัดเป็นพรมแดน 2. ต้องเป็นแนวที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากฝั่งกัมพูชา (ซึ่งต่ำกว่าฝั่งไทยอย่างน้อย 100 เมตร) 3. ต้องเป็นแนวที่ไม่สามารถเดินข้ามผ่านได้โดยไม่รู้ตัว เพื่อป้องกันข้อพิพาท 4. ยึดแนวนี้ตลอดเทือกเขาพนมดงรักจนถึงที่ราบฉนวนเขมร (จ.สระแก้ว)

การยึด "สันผา" แทนการใช้จุดสูงสุด (Highest Elevation) แบบสมัยใหม่ เป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาด เพราะไทยจะอยู่ในจุด "สูงข่ม" ได้เปรียบในเชิงการทหาร และสอดคล้องกับภูมิวัฒนธรรมที่แบ่งแยกกลุ่มคนบนที่ราบสูงโคราชและที่ราบต่ำเขมรออกจากกันอย่างชัดเจน


นายวัฒนวงษ์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา กล่าวย้ำว่า ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเกิดจากการไม่ยึดตามสัญญาประธาน แต่กลับไปใช้นิยามสันปันน้ำตามเทคโนโลยีดาวเทียมสมัยใหม่ ซึ่งในทางภูมิศาสตร์ หน้าผาอาจมีการกัดกร่อนเพียงเล็กน้อย แต่หากใช้จุดสูงสุดเป็นตัวตั้ง พรมแดนอาจคลาดเคลื่อนไปได้ไกลถึง 5 กิโลเมตร จนเกิดเป็น "พื้นที่ทับซ้อน" ขึ้นมา

"เราขอยืนยันว่าการปักปันเขตแดนได้สำเร็จสิ้นสุดลงแล้วเมื่อร้อยกว่าปีก่อน แผนที่ใดๆ ที่จัดทำขึ้นภายหลังแล้วขัดกับสัญญาประธานถือว่าไม่ถูกต้อง ปัญหาทุกอย่างจะจบลงทันทีหากทุกฝ่ายกลับมายึดถือตามบันทึกการเจรจาปักปันในสัญญาประธานที่ระบุว่าสันปันน้ำคือสันผา" นายวัฒนวงษ์กล่าว


ในการแถลงข่าวครั้งนี้ น.ส.เปรมิกา สุจริตกุล (บุตรีของ ศ.ดร.สมปอง สุจริตกุล อดีตทนายความคดีปราสาทพระวิหาร) ได้อ่านแถลงการณ์มีใจความสำคัญที่สามารถสรุปได้ดังนี้

1. การเปิดเผย "เอกสารลับ" อายุกว่า 100 ปี น.ส.เปรมิกาได้ทำการแปลเอกสารสำคัญชุด "ANNEXES TO COUNTER-MEMORIAL REJOINDER OF THAILAND" ซึ่งเป็นบันทึกการประชุมลับทางการทูตระหว่างสยาม-ฝรั่งเศส (ค.ศ. 1905-1907) เอกสารนี้มีความสำคัญคือ : เป็นบันทึกการโต้ตอบ (Rejoinder) ของฝ่ายไทยที่คัดค้านข้ออ้างของฝรั่งเศสอย่างเป็นระบบ พิสูจน์ว่าไทย "ไม่ได้นิ่งเฉย" ต่อการปักปันเขตแดนที่ผิดพลาด ซึ่งหักล้างหลัก "กฎหมายปิดปาก" (Estoppel) ที่ศาลโลกเคยนำมาใช้ตัดสินให้ไทยแพ้คดีปคราสาทพระวิหารในปี 1962

2. หลักฐานเรื่อง "สันปันน้ำ" และ "สันผา" เอกสารระบุรายละเอียดเทคนิคการปักปันเขตแดนตามสนธิสัญญาปี 1904 ไว้ชัดเจนว่า: พรมแดนธรรมชาติ: ตกลงให้ใช้สันเขาพนมดงรักที่เด่นชัด (crête évidente) ซึ่งมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าจากฝั่งกัมพูชา

นิยามของสันปันน้ำ: ในเชิงปฏิบัติคือ "สันผา" (Escarpment) เพราะมีความสูงกว่า 100 เมตร มนุษย์ไม่สามารถเดินข้ามได้โดยไม่รู้ตัว ซึ่งต่างจาก "สันปันน้ำทางธรณีวิทยา" ที่กัมพูชาพยายามนำมาอ้างในภายหลังจนเกิดพื้นที่ทับซ้อน

3. กลยุทธ์การเจรจาในอดีต แถลงการณ์เผยให้เห็นบรรยากาศการเจรจาที่ดุเดือดระหว่างบรรพบุรุษไทยกับฝรั่งเศส:
ฝ่ายไทย: ใช้ชั้นเชิงทางการทูตเพื่อไม่ให้เสียเปรียบ เช่น การอ้างว่าต้องถามรัฐบาลก่อน หรือระบุว่ายังไม่มีแผนที่ที่เชื่อถือได้
ฝ่ายฝรั่งเศส: นำโดยผู้บัญชาการแบร์นาร์ พยายามใช้สารพัดวิธีข่มขู่ ทั้งการอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์ การใช้คำรุนแรง (Mauvaise foi) และการอ้างว่าสยามไม่มีสมรรถภาพในการปกครองพื้นที่สูง

4. เจตนารมณ์ในการรักษาอธิปไตย
การสืบสานงานของบิดา: น.ส.เปรมิกาต้องการใช้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาฝรั่งเศสแปลเอกสารนี้เพื่อยืนยันสิ่งที่ ศ.ดร.สมปอง เชื่อมั่นมาตลอดชีวิตว่า "แผนที่ 1:200,000 นั้นผิด" และไทยมีสิทธิอันชอบธรรมในพื้นที่

การส่งต่อความรู้: ตั้งใจมอบเอกสารนี้ให้หน่วยงานความมั่นคง (กองทัพบก, กรมแผนที่ทหาร) และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายในการปกป้องเขตแดนต่อไป

แถลงการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึง "การสงวนสิทธิ์" ของไทยตามหนังสือของ ดร.ถนัด คอมันตร์ ที่เคยส่งถึงสหประชาชาติในปี 2505 ว่าไทยยังคงคัดค้านคำพิพากษาและสงวนสิทธิในการเรียกคืนปราสาทพระวิหารในอนาคต


3. กลยุทธ์การเจรจาในอดีต แถลงการณ์เผยให้เห็นบรรยากาศการเจรจาที่ดุเดือดระหว่างบรรพบุรุษไทยกับฝรั่งเศส:
ฝ่ายไทย: ใช้ชั้นเชิงทางการทูตเพื่อไม่ให้เสียเปรียบ เช่น การอ้างว่าต้องถามรัฐบาลก่อน หรือระบุว่ายังไม่มีแผนที่ที่เชื่อถือได้
ฝ่ายฝรั่งเศส: นำโดยผู้บัญชาการแบร์นาร์ พยายามใช้สารพัดวิธีข่มขู่ ทั้งการอ้างสิทธิทางประวัติศาสตร์ การใช้คำรุนแรง (Mauvaise foi) และการอ้างว่าสยามไม่มีสมรรถภาพในการปกครองพื้นที่สูง

4. เจตนารมณ์ในการรักษาอธิปไตย
การสืบสานงานของบิดา: น.ส.เปรมิกาต้องการใช้ความเชี่ยวชาญด้านภาษาฝรั่งเศสแปลเอกสารนี้เพื่อยืนยันสิ่งที่ ศ.ดร.สมปอง เชื่อมั่นมาตลอดชีวิตว่า "แผนที่ 1:200,000 นั้นผิด" และไทยมีสิทธิอันชอบธรรมในพื้นที่

การส่งต่อความรู้: ตั้งใจมอบเอกสารนี้ให้หน่วยงานความมั่นคง (กองทัพบก, กรมแผนที่ทหาร) และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์และกฎหมายในการปกป้องเขตแดนต่อไป

แถลงการณ์นี้ยังเน้นย้ำถึง "การสงวนสิทธิ์" ของไทยตามหนังสือของ ดร.ถนัด คอมันตร์ ที่เคยส่งถึงสหประชาชาติในปี 2505 ว่าไทยยังคงคัดค้านคำพิพากษาและสงวนสิทธิในการเรียกคืนปราสาทพระวิหารในอนาคต