xs
xsm
sm
md
lg

เตือนแล้วนะ! 1 ใน 6 'จุดตาย' โลกถูกถล่ม ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมพลังงานเผยวิกฤตน้ำมันที่ไม่มีใครบอกคุณ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กูรูด้านวิศวกรรมขุดเจาะน้ำมันออกโรงเตือนวิกฤตเกาะ Kharg หลังอเมริกาประกาศบุกยึด ชี้ไม่ใช่แค่เรื่องการรบ แต่คือการทำลาย 'หัวใจ' ระบบผลิตน้ำมันดิบที่ส่งผลกระทบลูกโซ่ทำระบบปิดตาย (Shut-in) เตือนหากพังแล้วกู้คืนยาก ต้องใช้เวลา Restart นานนับปี ขณะที่ราคาพลังงานโลกจ่อพุ่งทะยานรับภาวะขาดแคลนเฉียบพลัน

เมื่อวันที่ 14 มี.ค. ภาณุรัช ดำรงไทย ผู้เชี่ยวชาญที่มีบทบาทหลากหลายทั้งในด้านวิศวกรรมการขุดเจาะ วิเคราะห์สถานการณ์โลก และการเมืองไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์กรณีการโจมตีเกาะ Kharg จุดยุทธศาสตร์น้ำมันที่สำคัญของโลกของอเมริกา ชี้ นี่คือการโจมตี "หัวใจ" ของระบบหมุนเวียนพลังงานที่หากพังแล้วจะซ่อมยากและใช้เวลานานที่สุด ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

“[ BREAKING: เมื่อ 1 ใน 6 'จุดตาย' ถูกโจมตี! เกาะ Kharg กับวิกฤตที่ไม่มีใครบอกคุณเรื่องระบบ 'ปิดตาย' ] 

เช้านี้โลกสั่นสะเทือน! ข่าวอเมริกาประกาศโจมตีเพื่อยึดเกาะ Kharg คือฝันร้ายที่ผมเพิ่งจะเตือนออกสื่อไปว่านี่คือ 1 ใน 6 จุดยุทธศาสตร์ที่หากล่มสลาย โลกจะขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรง... และตอนนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว!
ในฐานะที่ผมผ่านงาน Upstream (ต้นน้ำ) ในอุตสาหกรรมน้ำมันมาโชกโชน ทั้งงานเจาะและวางระบบผลิตในหลายทวีป ผมขอบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่แค่การ "รบ" แต่คือการ "ล่มสลายของระบบการผลิต" ที่กู้กลับมาไม่ได้ง่ายๆ

📍 ทำความรู้จัก "เส้นเลือดใหญ่" ก่อนจะถึงเกาะ Kharg
หลายคนมองว่าเกาะ Kharg เป็นแค่ท่าเรือส่งออก แต่ในทางวิศวกรรมปิโตรเลียม มันคือ "ปลายก๊อก" ของโครงข่ายใต้ดินที่มหึมาที่สุดแห่งหนึ่งของโลก:
• น้ำมันดิบมหาศาลถูกสูบขึ้นมาจากแหล่ง Ahvaz, Marun และ Gachsaran ซึ่งอยู่ลึกใต้ดินหลายพันเมตร
• ผ่านกระบวนการแยกก๊าซ (Degassing Stations) และสถานีเพิ่มแรงดัน (Pumping Stations) นับร้อยจุด
• ไหลผ่านท่อส่งน้ำมันข้ามน้ำข้ามทะเลมารวมกันที่เกาะเล็กๆ ขนาดเพียง 20 ตร.กม. แห่งนี้

⚠️ เมื่อเกาะถูกยึด... ระบบ "Upstream" จะถูกปิดตายอย่างไร?
หากอเมริกายึดเกาะได้ หรือมีการโจมตีจนเรือลูกค้า (โดยเฉพาะจีน) ไม่สามารถเข้ามารับน้ำมันได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ "Consequence" ที่รุนแรงระดับลูกโซ่:
1. Storage Overflow: คลังเก็บน้ำมันบนเกาะที่มีความจุกว่า 30 ล้านบาร์เรลจะเต็มภายในไม่กี่วัน เมื่อส่งออกไม่ได้ น้ำมันจะ "ล้นท่อ"
2. The Forced Shut-in: เมื่อปลายทางเต็ม ฝั่งต้นทาง (Upstream) ต้องรีบ "สั่งปิดหลุม" ทันที ซึ่งนี่คือความยุ่งยากระดับนรกของวิศวกร! การปิดหลุมผลิต (Well Shut-in) ไม่ใช่การบิดวาล์วหน้าบ้าน แต่มันคือการคุมแรงดันมหาศาลใต้ชั้นหิน หากปิดไม่ดีหรือปิดกะทันหันเกินไป แรงดันจะตีกลับจนอุปกรณ์พัง หรือร้ายที่สุดคือ "Formation Damage" (ชั้นหินกักเก็บอุดตันถาวร)
3. The Invisible Damage: การยึดเกาะทำได้ในวันเดียว แต่การ "ไล่ปิดระบบผลิต" ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายท่อใช้เวลาเป็นสัปดาห์ และทุกวินาทีที่ล่าช้าคือความเสี่ยงที่ระบบท่อจะระเบิดจากแรงดันสะสม!
⏳ "ยึดได้... แต่ผลิตไม่ได้" ฝันร้ายของการ Restart
อเมริกาอาจยึดเกาะได้ แต่สิ่งที่พวกเขาจะได้ไปคือ "ซากปรักหักพัง" ของเทอร์มินัล เพราะเกาะ Kharg เล็กเกินกว่าจะเลี่ยงการทำลายสถานีปั๊มและคลังน้ำมันได้
ความจริงที่น่ากลัวคือ: หากระบบ Upstream ถูกปิดไปแล้ว การจะ "Restart" เอาดินน้ำมันขึ้นมาใหม่ต้องใช้เวลา 6 เดือน ถึง 1 ปีเป็นอย่างน้อย! เราต้องล้างท่อใหม่ (Pigging), ปรับแรงดันในหลุมผลิตใหม่ และซ่อมแซมสถานีแยกก๊าซที่อาจเสียหายจากการหยุดกะทันหัน โลกจะสูญเสียน้ำมันไปนับล้านบาร์เรลต่อวันในระหว่างที่รอการกู้ระบบนี้

🌏 ผลกระทบต่อโลก: เมื่อ 20 ล้านบาร์เรลหายไปจากสมการ
เมื่อน้ำมันจากคาร์กหายไป จีนและลูกค้ารายใหญ่จะเริ่ม "แย่งชิง" น้ำมันดิบเกรดใกล้เคียงจากทุกที่ในโลก (Supply Shock) ราคาน้ำมันจะพุ่งเป็นจรวด เพราะทุกคนรู้ดีว่า "การกู้ระบบผลิตน้ำมันคืนมา" ไม่ได้เร็วเหมือนการสร้างตึก
นี่คือวิกฤตพลังงานที่ซับซ้อนที่สุดในรอบศตวรรษ และในฐานะคนที่เจาะน้ำมันมาเกือบทั่วโลก ผมมองเห็นความเสียหายที่ลึกซึ้งกว่าที่ข่าวรายงาน

🎙️ [ สำหรับสื่อมวลชน ] หากต้องการบทวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้างการผลิตปิโตรเลียมและผลกระทบต่อราคาน้ำมันขายปลีกในไทย ติดต่อสอบถามข้อมูลเทคนิคเพิ่มเติมได้ที่ Inbox ครับ ผมพร้อมแชร์ประสบการณ์หน้างานจริงที่หาอ่านไม่ได้จากตำรา"