อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์บทวิเคราะห์การตลาดทางการเมือง ระบุปรากฏการณ์ด้อมการเมืองกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อภาพลักษณ์นักการเมืองและพรรคการเมือง หากความภักดีของผู้สนับสนุนแปรเปลี่ยนเป็นความก้าวร้าว ปฏิเสธการตรวจสอบ และคุกคามผู้เห็นต่าง
วันนี้ (15 มี.ค.) เฟซบุ๊กของ อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์บทวิเคราะห์เกี่ยวกับปรากฏการณ์ด้อมการเมือง โดยอธิบายผ่านมุมมองการตลาดและการสร้างแบรนด์ พร้อมชี้ว่าพฤติกรรมของผู้สนับสนุนแบบสุดโต่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักการเมืองและพรรคการเมืองในระยะยาว
อัษฎางค์ระบุว่า ในยุคการเมืองดิจิทัล นักการเมืองและพรรคการเมืองมีสถานะไม่ต่างจากแบรนด์ ขณะที่กลุ่มผู้สนับสนุนที่ภักดีอย่างมากเปรียบเสมือนลูกค้าผู้ภักดีขั้นสูงสุด ซึ่งมีบทบาทช่วยกระจายข้อมูลข่าวสาร ปกป้องภาพลักษณ์ และสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์ทางการเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม เมื่อความภักดีดังกล่าวขาดสมดุลและกลายเป็นการปกป้องแบบปิดกั้นการตรวจสอบหรือไม่ยอมรับความเห็นต่าง ก็อาจเปลี่ยนจากพลังสนับสนุนไปสู่สิ่งที่เรียกว่าแฟนคลับที่เป็นพิษ ซึ่งสามารถสร้างผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของนักการเมืองได้
ในบทวิเคราะห์ยังกล่าวถึงบทบาทของอัลกอริทึมในโซเชียลมีเดียที่มักผลักดันเนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์หรือความขัดแย้ง ทำให้การโต้เถียงหรือการโจมตีบนโลกออนไลน์ถูกขยายวงกว้างมากขึ้น จนกลายเป็นการสะท้อนภาพลักษณ์เชิงลบของแบรนด์ทางการเมืองต่อสายตาสาธารณะ
อัษฎางค์ยังชี้ว่าพฤติกรรมก้าวร้าวของกลุ่มผู้สนับสนุนอาจทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองถูกตีความใหม่ แม้ว่าตัวบุคคลจะพยายามวางตัวอย่างสุขุมก็ตาม นอกจากนี้ยังอาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งกลุ่มกลางซึ่งเป็นกลุ่มสำคัญในการตัดสินผลการเลือกตั้งรู้สึกไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในพื้นที่ทางการเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง
อีกประเด็นที่ถูกกล่าวถึงคือผลกระทบต่อพันธมิตรทางการเมืองหรือผู้สนับสนุนในวงกว้าง หากกลุ่มผู้สนับสนุนโจมตีบุคคลหรือสื่อที่มีจุดยืนใกล้เคียงกันเพียงเพราะมีข้อสงสัยหรือคำวิจารณ์บางประการ อาจทำให้เกิดความแตกแยกและทำให้แบรนด์ทางการเมืองโดดเดี่ยวมากขึ้น
อัษฎางค์ยังยกตัวอย่างการบริหารจัดการแฟนคลับในอุตสาหกรรมบันเทิง โดยเฉพาะวงการเคป็อป ซึ่งค่ายเพลงมักออกมาตรการควบคุมพฤติกรรมแฟนคลับที่คุกคามผู้อื่น เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของศิลปิน ขณะที่ในวงการการเมืองต่างประเทศ ผู้นำที่พึ่งพาฐานแฟนคลับสุดโต่งมากเกินไปก็มักเผชิญปัญหาในการสร้างความร่วมมือทางการเมืองในวงกว้าง
เขายังระบุว่า หากนักการเมืองเลือกนิ่งเฉยต่อพฤติกรรมคุกคามของผู้สนับสนุน สังคมอาจตีความว่าเป็นการยอมรับหรือไม่สามารถควบคุมฐานเสียงของตนเองได้ ซึ่งส่งผลต่อภาพลักษณ์ของภาวะผู้นำ
ในตอนท้ายของบทวิเคราะห์ อัษฎางค์เสนอว่าทางออกสำหรับนักการเมืองคือการกำหนดกติกาและมารยาทของกลุ่มผู้สนับสนุนอย่างชัดเจน พร้อมแสดงจุดยืนไม่สนับสนุนการคุกคามหรือโจมตีบุคคล และส่งเสริมวัฒนธรรมการสนับสนุนที่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและผลงานมากกว่าการปกป้องแบบไม่ตั้งคำถาม
ทั้งนี้ อัษฎางค์สรุปว่า ฐานแฟนคลับที่เข้มแข็งถือเป็นพลังสำคัญ แต่หากขาดความสมดุลและเต็มไปด้วยความก้าวร้าว ก็อาจกลายเป็นปัจจัยที่บ่อนทำลายการเติบโตทางการเมืองของผู้นำและพรรคการเมืองในท้ายที่สุด


