รายงานพิเศษ
“บ้านของปลา คือที่ไหน” คำถามนี้ออกมาจากคำพูดของ บรรเจิด ล่วงพ้น หรือ “ลุงเจิด” ชาวประมงพื้นบ้านที่หากินในอ่าวระยองมากว่า 50 ปี
นี่เป็นคำถามที่อาจได้คำตอบที่ต่างกันออกไป ระหว่างการมองจากสายตาของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดำเนินการกับเหตุน้ำมันรั่วเมื่อปี 2565 กับสายตาของชาวประมงพื้นบ้านที่ทำมาหากินอยู่ในทะเลระยองมาหลายสิบปี
“ทวงคืนบ้านของปลา ทวงคืนบ้านของสัตว์น้ำ” ด้วยการให้บริษัทเอกชนที่ทำให้เกิดเหตุน้ำมันรั่วต้องเป็นผู้สำรวจความเสียหายของทะเลจากวิธีการกำจัดคราบน้ำมันด้วยการโปรยสารเคมีลงไปให้น้ำมันแตกตัวเป็นชิ้นเล็ก ๆ และจมลงสู่พื้นทะเล ทั้งที่เป็นเขตน้ำตื้น เป็นประเด็นหลักที่ลุงเจิดและกลุ่มเพื่อนชาวประมงของเขาในนาม “สมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง” ยื่นฟ้องร้องต่อศาล จ.ระยอง หลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วครั้งใหญ่ทั้ง 2 ครั้ง ในปี 2556 และในปี 2565 ... แต่แม้จะมีลักษณะความผิดของการก่อมลพิษคล้ายกัน เกิดความเสียหายคล้ายกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้จากกระบวนการยุติธรรมกลับต่างกันออกไป เพราะในคดีปี 2565 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” ในประเด็นนี้ ด้วยเหตุผลว่า การออกคำสั่งให้ผู้ก่อมลพิษต้องฟื้นฟูทะเลเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐ และหน่วยงานรัฐได้มีคำสั่งให้เอกชนดำเนินการไปแล้ว กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านจึงไม่ใช่ผู้เสียหายที่มีสิทธิฟ้อง
“สิ่งที่หน่วยงานรัฐบอกให้เอกชนทำ คือ การปล่อยสัตว์น้ำวัยอ่อนลงไป ทำปะการังเทียมหรือทำบ้านใหม่ให้สัตว์น้ำ ... แต่ผมมีคำถามว่า ถึงจะเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว พอไปถึงแล้วสกปรกเหม็นหึ่ง คุณจะอยู่ได้มั้ย”
“บ้านของปลา คือ ที่ไหน .... บ้านของปลา บ้านของสัตว์น้ำ ก็คือ ทะเล ... ทะเลที่สะอาด ปะการังที่มีอยู่เดิมในธรรมชาติ ไม่ใช่ทะเลที่มีน้ำมันจมลงไปในพื้นดินพื้นทราย สัตว์น้ำไม่ได้กลับมาเพราะมันมีบ้านใหม่ที่ทำเทียมขึ้นมา ถ้าบ้านใหม่ไปตั้งอยู่ในที่สกปรก มันก็ไม่กลับมา ... และยิ่งปล่อยสัตว์น้ำวัยอ่อนลงไป คุณคิดว่า มันจะรอดมั้ย”
ข้อความของอดีตนักล่าปลาอินทรีย์แห่งอ่าวระยองที่ชื่อ บรรเจิด ช่วยอธิบายความแตกต่างของสิ่งที่หน่วยงานรัฐเรียกว่า “การฟื้นฟูทะเล” กับความต้องการ “ฟื้นฟูทะเลอย่างแท้จริง” ที่กลุ่มประมงพื้นบ้านกว่า 800 คน ยื่นฟ้องต่อศาลได้เป็นอย่างดี
“คุณไปถามชาวประมงได้เลย ถามซัก 100 คน ก็ได้ ว่าในแต่ละปีมีคนจับปลากะพงในทะเลได้รวมกันทั้งหมดถึง 10 ตัวมั้ย ... คำตอบที่คุณจะได้ คือ เราจับปลากะพงในทะเลตามธรรมชาติได้น้อยมาก เพราะมันอยู่ในน้ำกร่อย และปลากะพงที่เรากินกันตามร้านอาหารทั้งหมดเป็นปลาที่ถูกเลี้ยงในกระชัง ... แต่ ปลากะพง คือ หนึ่งในสัตว์น้ำวัยอ่อนที่รัฐให้บริษัทเอกชนเอามาปล่อยในทะเล ... นี่หรือที่เรียกว่าการฟื้นฟู”
นิยามการตีความของคำว่า “ฟื้นฟูทะเลระยอง” ที่ต่างกันมาก ระหว่างรัฐ กับ ประมงพื้นบ้าน ... จึงเป็นช่องว่างที่กลุ่มประมงพื้นบ้านอย่างลุงเจิดและเพื่อน ยังเชื่อว่า ยังคงต้องพยายามอธิบายให้ “กระบวนการยุติธรรม” เห็นความแตกต่างนี้ให้ได้ ... พวกเขาจึงต้องเดินหน้า “ยื่นอุทธรณ์” ขอต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมต่อไป
“เป้าหมายหลักในการยื่นฟ้องของสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง คือการเรียกร้องให้กระบวนการยุติธรรมสั่งให้ผู้ก่อมลพิษต้องสำรวจและแก้ไขฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอ่าวระยอง ส่วนการชดเชยเยียวยาที่พี่น้องประมงพื้นบ้านทำมาหากินไม่ได้ นั่นเป็นประเด็นรอง เพราะเราเชื่อว่า ถ้าทะเลได้รับการฟื้นฟู สัตว์น้ำจะกลับมา ทั้งอาชีพประมงและเศรษฐกิจด้านอื่น ๆ ของคนระยองก็จะกลับมาเอง” บรรเจิด อธิบาย
*******
นอกจากประเด็นการฟื้นฟูทะเลที่เป็นเป้าหมายหลัก สมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ยังยื่นฟ้องในอีกประเด็นรอง คือ เรียกร้องชดเชยค่าเสียหายส่วนตัวจากการประกอบอาชีพประมงไม่ได้เหมือนในอดีตก่อนเกิดเหตุน้ำมันรั่วเพราะสัตว์น้ำหายไปจากอ่าวระยองแต่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้องเช่นกัน
วราภรณ์ อุทัยรังษี ทนายความของสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง เผยว่า กลุ่มประมงพื้นบ้านมีข้อโต้แย้งที่เตรียมยื่นอุทธรณ์เช่นกันในอีกหลายประเด็นดังนี้
ประเด็นแรก กลุ่มประมงพื้นบ้านได้จัดทีมสำรวจด้วยการดำน้ำลงไปเก็บตัวอย่างดินและทรายใต้ทะเลระยองในจุดที่มีการฉีดสารเคมีให้น้ำมันแตกตัวจมลงไปและชาวประมงเคยพบคราบน้ำมันในบริเวณต่าง ๆ พร้อมนำตัวอย่างส่งไปตรวจและพบสารไฮดดรคาร์บอนเกินค่ามาตรฐานภายใต้การตรวจของนักวิชาการจาก 3 มหาวิทยาลัย คือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ .... แต่ประเด็นนี้ศาลเห็นว่า การเก็บตัวอย่างไปตรวจเกิดขึ้นหลังเกิดเหตุน้ำมันรั่วไปแล้ว 2 ปี จึงสรุปไม่ได้ว่า ผลตรวจที่พบเกิดขึ้นจากน้ำมันรั่วจริงหรือไม่ และชาวประมงไม่สามารถนำหลักฐานมาแสดงได้ว่า สภาพทะเลที่อุดมสมบูรณ์ก่อนเกิดน้ำมันรั่วต่างจากสภาพปัจจุบันอย่างไร
ประเด็นที่สอง กลุ่มประมงพื้นบ้าน ยืนยันว่า สัตว์น้ำในอ่าวระยองลดลงไปมากจนชาวประมงพื้นบ้านที่เคยหากินในอ่าวระยอง ต้องออกไปจับสัตว์น้ำไกลขึ้นมาก ไม่ว่าจะเป็นที่ จ.ตราด ต.จันทบุรี ไปจนถึง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้มีต้นทุนสูงขึ้นมากทั้งค่าเชื้อเพลงและเวลาที่เสียไปจากการออกเรือแต่ละครั้ง หลายคนต้องเลิกอาชีพประมงพื้นบ้านไปเลย ... แต่ประเด็นนี้ ศาลใช้หลักฐานที่ได้รับจาก "กรมประมง” ที่เป็นเอกสารระบุว่า จำนวนสัตว์น้ำที่แพปลาไม่ได้ลดลงหลังน้ำมันรั่วปี 2565 จำนวนคนที่เข้ามาใน จ.ระยองก็มีมากขึ้น ส่วนรายได้ของชาวประมงที่อ้างว่าลดลงก็ไม่มีหลักฐานทางบัญชีเปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดเหตุน้ำมันรั่ว
ทนายวราภรณ์ เปิดเผยว่า แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษายกฟ้อง แต่ถ้าดูจากเหตุผลที่ยกฟ้องก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า ไม่มีข้อโต้แย้งถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทะเล หรือแม้แต่ประเด็นที่บอกว่าจำนวนสัตว์น้ำไม่ลดลงก็เป็นเพียงเอกสารแผ่นเดียวที่กรมประมงอ้างจากการสำรวจแพปลาที่ส่วนใหญ่เป็นจุดซื้อขายสัตว์น้ำของเรือประมงพาณิชย์ ... และคดีนี้ ศาลใช้มาตรฐานในการพิสูจน์ความเสียหายต่างจากเหตุน้ำมันรั่วเมื่อปี 2556 อย่างชัดเจน เพราะเมื่อปี 2556 ศาลให้ภาระการพิสูจน์ความเสียหายเป็นของผู้ก่อมลพิษ แต่ในเหตุปี 2565 ศาลกลับยกให้ผู้ฟ้อง คือ กลุ่มประมงพื้นบ้านต้องรับภาระการพิสูจน์ความเสียหายเอง
“คดีนี้เป็นความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม เป็นคดีสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่คดีอาญา ในฐานะนักกฎหมายเราเห็นว่า จะใช้หลักในการพิจารณาคดีโดยการ “สันนิษฐานว่าบริสุทธิ์ไว้ก่อน” ไม่ได้ เนื่องจากเราต่างเห็น “ข้อเท็จจริงตรงกัน” อย่างชัดเจนแล้วว่า บริษัท SPRC ทำให้เกิดน้ำมันรั่วลงทะเลและใช้วิธีการจัดการโดยการทำให้น้ำมันแตกตัวจมลงไปในทะเล ดังนั้นเมื่อชาวประมงยื่นฟ้องว่าบริษัททำให้ทะเลเสียหาย ... กระบวนการยุติธรรมก็ควรยกภาระในการพิสูจน์เป็นของบริษัทว่า การจัดการคราบน้ำมันของเขาไม่ได้ทำให้ทะเลเสียหายจริงหรือไม่ ... ซึ่งนั่นเป็นมาตรฐานที่ใช้ในคดีเมื่อปี 2556 ... แต่มาในรอบนี้ กระบวนการยุติธรรมกลับมาบอกว่า ผู้ฟ้องหรือผู้เสียหายต้องพิสูจน์ให้ศาลเห็นให้ได้ว่า ทะเลเสียหายจริงตามที่ยื่นฟ้องไปหรือไม่”
“แต่ต้องไม่ลืมนะว่า ผู้ฟ้องเป็นเพียง ชาวประมงที่ไม่มีเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ และที่สำคัญ เมื่อชาวประมงพยายามพิสูจน์ด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์แล้ว ผ่านการรับรองจากฝ่ายวิชาการถึง 3 มหาวิทยาลัย ก็กลับได้คำตอบว่า ไม่สามารถเชื่อมโยงกับเหตุน้ำมันรั่วได้อีก”
“ดังนั้น กระบวนการยุติธรรมที่ใช้หลักภาระในการพิสูจน์เปลี่ยนไป เป็นสาเหตุหลักเลยที่ทำให้คดีนี้ได้ผลลัพธ์เป็นการ “ยกฟ้อง” ในศาลชั้นต้น ... เราจึงต้องเดินหน้ายื่นอุทธรณ์ เพราะมั่นใจว่าหลักฐานของเราชัดเจน แต่มีปัญหาที่กระบวนการยุติธรรมยกภาระในการพิสูจน์มาให้ชาวประมงพื้นบ้านต่างหาก” ทนายวราภรณ์ อธิบายเหตุผลที่ต้องยื่นอุทธรณ์คดีนี้ต่อไป


