กลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ส.อ.ท. กางแผนเชิงรุก 4 กลยุทธ์รับมือวิกฤตตะวันออกกลาง ยืนยันน้ำมันสำรองในประเทศและระหว่างขนส่งมีเพียงพอใช้ได้ยาวถึง 95 วัน พร้อมปรับเส้นทางเดินเรือเลี่ยงจุดเสี่ยง 'ช่องแคบฮอร์มุซ' หันนำเข้าน้ำมันจากแอฟริกา-อเมริกาแทน มั่นใจเดินเครื่องกลั่นต่อเนื่องไม่ให้กระทบผู้ใช้รถ แม้ต้นทุนค่าพรีเมียมและประกันภัยสงครามจะพุ่งสูงขึ้น
วันนี้ (14 มี.ค.) มีรายงานว่า กลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) แจงข้อเท็จจริงสถานการณ์ความมั่นคงด้านพลังงาน
เผยแผนเชิงรุกบริหารจัดการน้ำมันดิบรองรับวิกฤตความไม่สงบในตะวันออกกลาง ย้ำมีน้ำมันสำรองใช้ได้นานเกือบ 100 วัน พร้อมปรับแผนเดินเรือเลี่ยงจุดเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซ ป้อนโรงกลั่นต่อเนื่องไม่ให้สะดุด
โดยกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ส.อ.ท. เปิดเผยว่า จากสภาวะความไม่แน่นอนของราคาน้ำมันโลกและสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทางกลุ่มฯ ในฐานะผู้ประกอบกิจการหลักของประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันความสับสนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชน โดยกำหนด 4 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนความมั่นคงพลังงาน ดังนี้
1. ยันสต็อกน้ำมันแน่น สำรองใช้ได้ยาว 95 วัน
ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันในระบบที่สามารถรองรับการใช้งานได้ทันทีประมาณ 65 วัน และทางกลุ่มโรงกลั่นฯ ยังมีการจัดซื้อน้ำมันดิบเพื่อนำมาผลิตต่อเนื่องอีกกว่า 30 วัน ส่งผลให้ในภาพรวมประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอต่อการใช้งานรวมประมาณ 95 วัน ซึ่งสอดคล้องกับรอบการจัดหาและผลิตใหม่ ทำให้ระบบการจัดส่งน้ำมันดำเนินการได้อย่างไม่ขาดสาย
2. แผนเชิงรุกเลี่ยงจุดเสี่ยง "ช่องแคบฮอร์มุซ"
แม้เส้นทางเดินเรือหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซจะมีปัญหา แต่กลุ่มโรงกลั่นฯ ได้จัดทำแผนสำรองโดยการปรับเปลี่ยนแหล่งจัดหาน้ำมันดิบจากพื้นที่อื่นที่ไม่ต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว เช่น จากทวีปแอฟริกาและทวีปอเมริกา เพื่อป้องกันภาวะขาดแคลนวัตถุดิบเข้าสู่ระบบการกลั่น
3. เดินหน้าจัดหาต่อเนื่องแม้ต้นทุนพุ่ง
ท่ามกลางความผันผวนของตลาดที่ส่งผลให้ค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ (Crude Premium) ค่าขนส่งเรือ (Freight) และค่าประกันภัยปรับตัวสูงขึ้น แต่กลุ่มโรงกลั่นฯ ยังคงเดินหน้าจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้าและเดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง เพื่อรักษาสมดุลความต้องการใช้ในประเทศ
4. ผนึกกำลังภาครัฐเฝ้าระวังใกล้ชิด
กลุ่มโรงกลั่นฯ ยืนยันความร่วมมือกับหน่วยงานในการติดตามสถานการณ์รายวัน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงานและดูแลให้ภาคประชาชน รวมถึงภาคอุตสาหกรรมมีน้ำมันเชื้อเพลิงใช้อย่างเพียงพอในทุกสถานการณ์วิกฤต


