xs
xsm
sm
md
lg

ประมงพื้นบ้านระยองโต้ อดีตสมาชิกกล่าวหาขายข้อมูล ยันอุทธรณ์คดีน้ำมันรั่วกับทนายชุดเดิม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ประมงพื้นบ้านระยอง แถลงโต้ หลัง “อดีตสมาชิก” กล่าวหาทีมทนายความคดีน้ำมันรั่ว ปี 65 ขายข้อมูล พร้อมยืนยัน ยื่นอุทธรณ์สู้คดีกับทนายชุดเดิม


รายงานพิเศษ

“หลังจากศาล จ.ระยอง มีคำพิพากษาในศาลชั้นต้นให้ “ยกฟ้องทุกประเด็น” กรณีที่สมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ฟ้องร้องขอให้บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (SPRC) ต้องฟื้นฟูระบบนิเวศของทะเลในอ่าวระยอง และชดเชยค่าเสียหายจากการขาดรายได้ในการประกอบอาชีพของกลุ่มประมงพื้นบ้านที่จับสัตว์น้ำไม่ได้จากเหตุที่บริษัทดังกล่าวทำให้เกิดน้ำมันรั่วในอ่าวระยอง ก็มีความเคลื่อนไหวจากหนึ่งในสมาชิกที่เข้ามาร่วมกลุ่มในภายหลัง ซึ่งเป็นประธานกลุ่มย่อยที่มีสมาชิก 13 คน โดยออกมาเคลื่อนไหวกล่าวหาว่า ทีมทนายความ 5 คน ในคดีนี้และกรรมการสมาคมฯ นำข้อมูลไปขายให้กับคู่กรณี พร้อมอ้างว่า ทีมทนายความไม่ได้นำภาพที่เขาเชื่อว่าเป็น “หลักฐานสำคัญ” ยื่นส่งให้ศาลพิจารณา”

“ซึ่งพวกเราในฐานะสมาคมประมงพื้นบ่านท้องถิ่นระยอง ขอยืนยันว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าว ไม่เป็นความจริง”


กิติพงศ์ สมุลไพร นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง อ่านแถลงการณ์พร้อมกับกรรมการสมาคมฯ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2569 มีเนื้อหายืนยันว่าสมาคมฯ จะยื่นอุทธรณ์ในคดีน้ำมันรั่วในทุกประเด็นร่วมกับทีมทนายความชุดเดิม โดยมี นายวีรศักดิ์ คงณรงค์ อดีตนายกสมาคมฯ ร่วมแถลงด้วย เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในกรณีที่ถูกกล่าวหาโดยประธานกลุ่มประมงกลุ่มย่อยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ร่วมลงชื่อฟ้องร่วมกับชาวประมงพื้นบ้านและผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่วเมื่อปี 2565 รวมกว่า 800 คน
บุคคลผู้นี้ใช้ชื่อว่า “ไต๋หาร” ได้โพสต์ข้อความลงในโซเชียลมีเดีย และได้ส่งข้อความตรงถึงนายกสมาคมฯ และสมาชิกอีกหลายคน โดยอ้างว่า ทีมทนายความในคดีน้ำมันรั่วทั้ง 5 คน มีพฤติกรรมทุจริตด้วยการขายข้อมูลให้กับคู่กรณี ด้วยการไม่นำภาพถ่ายที่เป็นหลักฐานสำคัญซึ่ง “ไต๋หาร” เป็นผู้ถ่ายไว้เป็นหลักฐานที่ยื่นส่งฟ้องต่อศาล ซึ่งขัดกับข้อเท็จจริงในการร่วมกันฟ้องคดีทั้งทางสมาคมฯและทีมทนายความได้ประสานงานในการพิจารณาหลักฐานร่วมกันมาตลอด


“เมื่อถูกกล่าวหาเช่นนี้ ทั้งทางสมาคมและทีมทนายความได้ตรวจสอบหลักฐานภาพถ่ายทั้งหมดที่ยื่นส่งฟ้องต่อศาล และเป็นที่ชัดเจนว่า หลักฐานสำคัญทุกชิ้นที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่ว ไม่ว่าจะเป็น ภาพการพบคราบน้ำมันที่ติดเครื่องมือประมงหรือที่ชายหาด ภาพสัตว์น้ำลอยตายหรือขึ้นมาตายเกยที่ชายหาด รวมทั้งภาพที่ถ่ายโดย “ไต๋หาร” ได้ถูกนำส่งเป็นหลักฐานไปที่ศาล จ.ระยองทั้งหมดแล้ว โดยมีภาพที่ไต๋หารเป็นผู้ถ่ายที่ไม่ได้ถูกนำไปยื่นฟ้องต่อศาลเพียง 3 ภาพเท่านั้น ... เพราะเป็นเพียงภาพเรือประมงที่ลอยอยู่กลางทะเลซึ่งไม่สามารถใช้เชื่อมโยงกับเหตุน้ำมันรั่วได้ ... ทั้ง 3 ภาพ ที่ไม่ได้นำส่งต่อศาล จึงไม่ใช่หลักฐานเด็ด เพราะภาพไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากเรือลอยอยู่กลางทะเล”








“ขอยืนยันด้วยว่า การคัดเลือกหลักฐานทุกชิ้นที่จะนำไปยื่นส่งฟ้องต่อศาล เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างทีมทนายความและสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ดังนั้นหลักฐานทุกชิ้นที่ถูกส่งให้ศาลจะต้องผ่านความเห็นชอบในที่ประชุมของสมาคมฯ ... ข้อกล่าวหาของบุคคลที่ใช้ชื่อว่า ไต๋หาร ที่ระบุว่า ทีมทนายความและกรรมการสมาคมฯ ไม่นำหลักฐานสำคัญที่ไต๋หารถ่ายไว้ไปส่งให้ศาล จึงเป็นข้อกล่าวหาที่เป็นเท็จ” นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง กล่าว


นอกจากการกล่าวหาทีมทนายความและกรรมการสมาคมฯแล้ว ยังพบหลักฐานว่า บุคคลที่ใช้ชื่อว่า “ไต๋หาร” ยังได้ส่งทั้งข้อความตรงไปหาทนายความในคดีนี้เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2568 ระบุข้อความว่า “ให้โอกาสพวกคุณมาพูดคุยกับไต๋ไม่เกินวันที่ 3 มีนาคม 2569 (ในแชทพิมพ์ผิดเป็น 65) มิเช่นนั้นจะยื่นฟ้... พวกคุณทันทีและอาจจะมีผู้เสียหายมาร่วมกับไต๋อีกหลายคนด้วย” ... จากนั้นได้พยายาม VDO call มาอีก 2 ครั้ง แต่ไม่มีผู้รับสาย จนวันที่ 1 มกราคม 2569 ไต๋หารได้ส่งข้อความใหม่มาถึงหนึ่งในทนายความ ระบุว่า หากทนายความในคดีน้ำมันรั่วมีความประสงค์จะพูดคุยไกล่เกลี่ยกับไต๋หารให้พิมพ์ข้อความดังนี้กลับมา โดยข้อความนั้นมีลักษณะร่างเป็นข้อความคล้ายเอกสารสัญญาทางกฎหมาย ให้ทนายเติม “ตัวเงิน” ลงในช่องว่าง คล้ายเป็นการขอให้ทนายไกล่เกลี่ยด้วยการจ่ายเงิน เพื่อไม่ให้ไต๋หารไปแจ้งความ ... เขียนว่า


“ข้าพเจ้า .... เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท สตาร์ ปิโตรเลี่ยม รีไฟน์นิ่ง จำกัด กรณีทำน้ำมันรั่วไหลลงอ่าวระยอง ข้าพเจ้าได้รับเงินชดเชยจากทีมทนายกรณีเจตนากระทำการทุจริตไม่นำหลักฐานสำคัญของข้าพเจ้านำส่งต่อศาลในคดีดังกล่าวข้างต้นและข้าพเจ้าได้รับเงินชดเชยความเสียหายจากการกระทำทุจริตของทีมทนายดังกล่าวเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ..... บ. (....................) ข้าพเจ้าจึงไม่ติดใจเอาความใด ๆต่อทีมทนายดังกล่าวทั้งสิ้น”


ในวันที่ 7 มกราคม 2569 หลังศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ยังได้รับข้อความตรงจาก “ไต๋หาร” ว่า “หากทีมทนายความชุดเดิมไม่มาประชุมก็ได้เตรียมทนายความใหม่รอไว้อยู่แล้ว” จากนั้นได้ส่ง “ข้อความเสียง” มาให้ มีเนื้อหาโดยสรุปที่สอดคล้องกับการขอให้ทนายความกรอกจำนวนเงินในข้อความก่อนหน้านี้ ดังนี้ .... “ไต๋ เชื่อว่า เค้กก้อนนี้ไม่ได้กินกันในกลุ่ม 5 คน แต่มีมากกว่านั้น ... ไต๋พูดง่าย ไม่คิดจะเล่นแง่ ถ้ามาคุยแบ่งขนมเค้กให้กินบ้างก็จบ เรื่องเงียบ แค่นั้นเอง อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แค่เอาขนมเค้กมาแบ่งให้ไต๋กินนิดหน่อย แค่นั้นเอง เรื่องเงียบ ไม่อยากฟื้นฝอยหาตะเข็บ ได้กินขนมเค้กกันแล้วก็มาแบ่งให้ไต๋กินบ้างแค่นั้นเอง จบครับ”

ชมคลิปเสียง คลิกที่นี่ https://youtube.com/shorts/OrFxRnuqhf8?si=8YvuPJArMSe5DdUE

นอกจากนี้ ยังมีข้อความจาก “ไต๋หาร” ส่งตรงไปถึงสมาชิกอีกคนหนึ่งในสมาคมฯ โดยระบุว่า “ทีแรกตั้งใจจะกัน(ชื่อสมาชิกประมง)ไว้เป็นพยา..สักคน แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนใจแล้ว” .... จากนั้นก็มีข้อความส่งต่อมาอีกว่า “(ชื่อสมาชิกประมง) พี่หารได้พูดคุยไกล่เกลี่ยกับบริษัทได้เงินก้อนใหญ่มาแล้ว และเรื่องสมาคมละทีมทนายพี่หารจะไม่ขอพูดถึงอีกต่อไป ถือว่าเราหายกันในวันที่ (ชื่อสมาชิกประมง) ช่วยให้พี่หารได้ร่วมฟ้อง”

“ในทางกลับกัน ในระหว่างที่ไต๋หารกล่าวหาทีมทนายความและกรรมการสมาคมฯว่าขายข้อมูลให้คู่กรณี ... ทางสมาคมฯ กลับมีข้อสงสัยต่อการเคลื่อนไหวของ ไต๋หาร ว่าได้ไปทำข้อตกลงกับใครไว้หรือไม่ เพราะไต๋หารได้ไปชักชวนสมาชิกจำนวนมากให้ลงชื่อถอนฟ้องต่อบริษัท SPRC และประกาศว่าให้มาร่วมลงชื่อกับไต๋หาร เพื่อที่จะได้รับเงินภายใน 1 เดือน” นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ตั้งคำถามกลับ






ในแถลงการณ์ของสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ยังระบุถึงแนวทางที่จะปฏิบัติต่อบุคคลที่ชื่อ “ไต๋หาร” ว่า ทางสมาคมฯ ยืนยันว่า แนวทางการฟ้องคดีของสมาคมฯ มีเป้าหมายสูงสุดในการฟื้นฟูระบบนิเวศของทะเลในอ่าวระยองมากกว่าการเรียกร้องค่าชดเชยจากผู้ก่อมลพิษ เพราะสมาคมฯมีความมั่นใจว่า หากทะเลระยองได้รับการสำรวจความเสียหายและได้รับการฟื้นฟูอย่างถูกต้อง ชาวประมงพื้นบ้านใน จ.ระยองทุกกลุ่ม ก็จะสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

ส่วนบุคคลที่กล่าวหาทีมทนายความและสมาคมฯ ทางสมาคมฯ เห็นว่า คนผู้นี้เป็นชาวประมงพื้นบ้านที่ได้รับผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่วเช่นเดียวกัน แต่อาจจะมีเป้าหมายในการเรียกร้องที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อการฟื้นฟูทะเลเป็นสำคัญ และอาจได้รับข้อมูลข่าวสารที่บิดเบือนมาจากผู้ไม่หวังดี จึงจะยังไม่ดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ กับบุคคลผู้นี้ แต่หากยังไม่หยุดพฤติกรรมการกล่าวหาและส่งข้อความอันเป็นเท็จไปให้กลุ่มสมาชิกคนอื่น ๆ ในช่วงหลังจากนี้ ทางสมาคมฯ ก็มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไป โดยล่าสุด จากสมาชิกในกลุ่ม 13 คน ที่มี ไต๋หาร เป็นประธานกลุ่ม มี 9 คน ที่ยังคงลงชื่อร่วมยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป มี 1 คน ของถอนฟ้อง และมี 3 คน รวมทั้งไต๋หาร ไม่มาลงชื่อร่วมยื่นอุทธรณ์




“แม้จะมีความพยายามของประธานผู้ก่อปัญหาผู้นี้ในการเคลื่อนไหวที่พยายามจะให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งกันในหมู่สมาชิกและหมู่คณะทำงานของพวกเราทุกชุมชนแล้ว กลับปรากฏว่าในสมาชิกที่ประธานผู้นี้เป็นหัวหน้าผู้รวบรวมจัดตั้งกลุ่มและเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในกลุ่มส่งให้แก่คณะทำงานไว้บางส่วน ... สมาคมฯ ได้เชิญสมาชิกในกลุ่มของประธานผู้นี้มาพบหารือและหาแนวทางที่จะช่วยกันแก้ไขปัญหาแล้ว สมาชิกในกลุ่มทั้งหมดที่มาร่วมหารือกันไม่เห็นด้วยกับการกระทำของประธานกลุ่มผู้นี้ และขณะนี้ได้ประชุมกันแต่งตั้งบุคคลอื่นเข้ามาทำหน้าที่ประธานกลุ่มแทนแล้ว จึงขอแจ้งให้สมาชิกทั้งหลายทราบว่า บัดนี้ ประธานกลุ่มผู้นี้ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ไม่ได้เป็นสมาชิกของเครือข่ายฯ และไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มที่ฟ้องคดีกลุ่มเดิมของท่านอีกต่อไป

สมาคมฯ และเครือข่ายฯ ขอแจ้งมายังประธานผู้นี้เป็นครั้งสุดท้ายว่า พวกเราจะไม่ยอมให้ท่านก่อความเสียหายที่จะเกิดผลในทางร้ายต่อสมาคมฯ เครือข่ายฯ และคณะทนายความอีกต่อไป ขอให้ท่านหยุดการกระทำการเผยแพร่ข้อความโฆษณาและการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสี สมาคมฯ เครือข่ายฯ และคณะทนายความ มิฉะนั้น พวกเราก็มีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้ท่านยุติการกระทำดังกล่าวนี้เสีย” นายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ย้ำในแถลงการณ์


ด้านนายวีรศักดิ์ คงณรงค์ อดีตนายกสมาคมประมงพื้นบ้านท้องถิ่นระยอง ยืนยันเช่นกันว่า เป้าหมายหลักในการร่วมต่อสู้ทางคดีมาตั้งแต่ต้นคือการฟื้นฟูทะเลระยอง ส่วนเรื่องการขอรับค่าชดเชยเยียวยาส่วนตัวถือเป็นเป้าหมายรอง

ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจาก ไต๋หาร นายวีรศักดิ์ ร่วมแถลงว่า บุคคลผู้นี้อาจไม่ได้ประโยชน์ส่วนตัวตามที่ตั้งใจไว้ในการมาร่วมฟ้อง แต่การออกมากล่าวหาทีมทนายความและกรรมการสมาคม ก็ได้เคยแจ้งไปแล้วว่าให้ปรับตัว แต่ถ้าไม่ทำตามก็คงต้องดำเนินการตามกฎหมายตามที่นายกสมาคมฯคนปัจจุบันแถลงไว้