xs
xsm
sm
md
lg

ทำเนียบฯ สั่งด่วน! ข้าราชการ WFH-งดบิน ตปท.รับมือวิกฤตพลังงาน จ่อคลอดกฎเหล็กคุมเวลาเปิดปั๊ม-ปิดป้ายไฟหลัง 4 ทุ่ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รัฐบาลตื่นตัวรับมือพิษสงครามตะวันออกกลางกระทบวิกฤตพลังงาน นายกฯ สั่งด่วนหน่วยงานรัฐ-รัฐวิสาหกิจ งัดมาตรการ WFH และระงับดูงานต่างประเทศทันที ด้านกระทรวงพลังงานตั้งศูนย์ Energy ICS เกาะติดสถานการณ์น้ำมันสำรอง ยันยังรับมือไหว พร้อมนำร่องข้าราชการประหยัดพลังงาน เล็งงัด "มาตรการบังคับ" ปิดป้ายโฆษณา-ปั๊มน้ำมันหลัง 22.00 น.หากสถานการณ์บานปลาย หวังหั่นยอดใช้พลังงานลงร้อยละ 5

วันนี้ (10 มี.ค.) มีรายงานว่า น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่า จากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิกฤตพลังงานของประเทศ ล่าสุดนายกรัฐมนตรีได้มีข้อสั่งการด่วนให้หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจทุกแห่งเริ่มดำเนินมาตรการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home) ในทันทีสำหรับส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน พร้อมทั้งสั่งระงับการเดินทางศึกษาดูงานและอบรมในต่างประเทศ โดยให้ปรับเปลี่ยนมาดำเนินการภายในประเทศไทยแทนทั้งหมด

ขณะที่ น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า รัฐบาลยกให้ความผันผวนของราคาพลังงานในตลาดโลกเป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่สูง ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้จัดตั้งศูนย์ Energy ICS เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมแผนรองรับวิกฤต โดยข้อมูลล่าสุด (5 มี.ค.) ไทยมีความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเฉลี่ย 124 ล้านลิตรต่อวัน และมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมทั้งสิ้น 8,055 ล้านลิตร เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมและสร้างต้นแบบให้กับภาคเอกชน กระทรวงพลังงานได้คลอดมาตรการลดใช้พลังงานในหน่วยงานรัฐอย่างเข้มข้น อาทิ การตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศที่ 26-27 องศาเซลเซียส

รณรงค์ข้าราชการสวมเสื้อแขนสั้นและงดใส่สูทผูกไทในวันทำงานปกติ (ยกเว้นงานพิธีการ) ลดการใช้ลิฟต์และไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงการขับเคลื่อนระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ การประชุมออนไลน์ และรณรงค์การใช้รถร่วมกัน (Car Pool)

นอกจากนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้กรมประชาสัมพันธ์เร่งปูพรมรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนร่วมกันประหยัดพลังงาน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ทวีความรุนแรงจนกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงาน รัฐบาลเตรียมพิจารณางัด "มาตรการภาคบังคับ" เพิ่มเติม เช่น การห้ามเปิดไฟฟ้าสำหรับป้ายโฆษณา ป้ายชื่อร้านธุรกิจ และโรงภาพยนตร์ ตั้งแต่เวลา 22.00 น.เป็นต้นไป ตลอดจนการกำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานีบริการน้ำมันไม่เกิน 22.00 น. (ยกเว้นปั๊มบนทางหลวงสายหลัก)

ทั้งนี้ ภาครัฐประเมินว่าหากมาตรการดังกล่าวสามารถลดการใช้พลังงานลงได้ร้อยละ 5 จะช่วยประหยัดน้ำมันได้ถึง 3.3 แสนลิตรต่อเดือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 10.45 ล้านบาท และประหยัดไฟฟ้าได้ถึง 31 ล้านหน่วยต่อเดือน ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาวต่อไป