จากปรากฏการณ์เด็กนักเรียนนับหมื่นชีวิตแห่ลงสนามสอบเข้าโรงเรียนชื่อดังระดับประเทศ "เอ็ดดี้-อัษฎางค์ ยมนาค" นักวิชาการอิสระ ได้ออกมาโพสต์ข้อความดึงสติสังคมและผู้ปกครอง ชี้ระบบการศึกษาไทยแข่งขันสูงปรี๊ดจนน่าสงสารเด็ก เน้นแต่การท่องจำแต่ขาดทักษะคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking) พร้อมเปิดประสบการณ์ส่งลูกเรียนออสเตรเลีย ที่ไม่ต้องสอบเข้า ไม่ต้องเรียนพิเศษ แต่สามารถคว้าที่นั่งในมหาวิทยาลัยท็อป 20 ของโลกได้สำเร็จ สะท้อนค่านิยมการยึดติดชื่อเสียงสถาบัน ที่อาจไม่ใช่คำตอบเดียวของความสำเร็จในชีวิต
เมื่อวันที่ 9 มี.ค. อัษฎางค์ ยมนาค หรือที่รู้จักกันในชื่อ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระและอินฟลูเอนเซอร์ทางการเมืองที่มีชื่อเสียงในฝั่งอนุรักษนิยม ได้ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนมุมมองที่น่าสนใจมากเกี่ยวกับการเปรียบเทียบระบบการศึกษาและค่านิยมของสังคม หลังเกิดเหตุเด็กนักเรียนนับหมื่นคนแห่สมัครเข้าโรงเรียนดัง โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“เตรียมอุดมมาตั้งแต่ประถม
#อัษฎางค์ยมนาค
เมื่อหลายปีก่อน แม่ของลูกชายเขาเคยบ่นว่า หลานๆ ของเขาที่เมืองไทยสอบเข้าโรงเรียนดังได้ ผมก็หันไปพูดว่า เธอพูดอะไร ลูกของเราเรียนอยู่ออสเตรเลียนะ ถ้าให้เลือกระหว่างเรียนเตรียมอุดมกับออสเตรเลีย เด็กจะเลือกอะไร
ที่ผมพูดแบบนี้ ไม่ใช่จะคุยข่ม แต่เพื่อปลอบใจ เพราะเอาจริงๆ ลูกของเราเรียนไม่เก่งได้ถึงครึ่งหนึ่งของเด็กเตรียมอุดมด้วยซ้ำ
ผมพูดต่อว่า เรียนเตรียมอุดม โรงเรียนมัธยมอันดับ 1 ของไทย เรียนจบสอบติดจุฬาฯ มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของไทย แต่เป็นอันดับที่สองร้อยกว่าของโลก ลูกเราเรียนไม่เก่งเท่าเด็กเตรียมอุดม แต่เข้ามหาวิทยาลัยอันดับ 19 ของโลกได้ เธอไม่ภูมิใจเหรอ
ขอย้ำอีกครั้งว่า ที่พูดแบบนี้ ไม่ได้คุยข่มใคร และไม่ได้ดูถูกใคร แต่ตอนนั้นก็พูดให้แม่ของลูกหายน้อยใจ เพราะดันไปคิดว่า ลูกคนอื่นๆ ได้ดีกว่าลูกตัวเอง
และเพียงจะบอกว่า ผม concern เกี่ยวกับเรื่องการเรียนของลูกมาตั้งแต่ผมยังเรียนไม่จบ และยังไม่เจอแม่ของลูกด้วยซ้ำ
ย้อนไปสมัยเรียนมหาวิทยาลัย วันสอบปลายภาคปีไหนจำไม่ได้ แต่จำได้ว่าผมยืนอยู่ตรงสะพานลอยข้ามถนนที่เชื่อมระหว่างมาบุญครองกับโบนันซ่า แล้วก็ใจลอยๆ คิดถึงอนาคตของเมืองไทย และอนาคตของตัวเองและลูกที่จะเกิดมา ว่า
ถ้าผมมีลูกผมอยากพาลูกไปเรียนหนังสือที่เมืองนอก เพราะเมืองไทยการแข่งขันสูงมาก ผมมองเห็นอนาคตั้งแต่ตอนนั้นว่า กว่าลูกจะเกิดและโต คงถูกกดดันจากสังคมในเรื่องการศึกษา การสอบเข้า การสอบเลื่อนชั้น ไม่จบไม่สิ้น
แล้วในที่สุด ผมก็เดินตามความฝันและเป้าหมายชีวิตของตัวเองจนได้
ตั้งแต่เริ่มเรียนอนุบาล ประถม มัธยม ลูกผมเรียนที่ออสเตรเลียโดยไม่เคยต้องสอบเข้า และไม่ต้องสอบเลื่อนชั้นเรียน มีก็ตอนเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องใช้คะแนนสอบ
ลูกผมไม่เคยเรียนพิเศษ ตอนประถมไม่เคยมีการบ้านจนกระทั่งขึ้น ป.5 ถึงเริ่มมีการบ้าน แต่ก็มีเพียงเล็กน้อย และไม่ได้มีทุกวัน มามีการเยอะขึ้นตอน ม.ปลายแล้ว และเยอะมากๆ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย
เพราะฉะนั้นเห็นการสอบแข่งขันในเมืองไทยแล้วสงสารเด็กไทย
เด็กไทยเรียนหนังสือเก่งมาก ทั้งวิชาท่องจำและคำนวณ
แต่ที่เรายังขาดหรือยังอ่อนคือ critical thinking
ที่ออสเตรเลียสอนให้เด็กคิด ค้นคว้าและถกเถียง มากกว่าเน้นการท่องจำ
ซึ่งปัญหาการศึกษาก็ส่งผลต่อปัญหาสังคมและการเมือง อย่างที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้
จะมีนักการเมืองคนไหนหรือพรรคการเมืองพรรคใด สนใจปัญหาสำคัญ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของทุกปัญหานี้บ้าง
ที่ผมพูดถึงมหาวิทยาลัยที่ลูกเรียนอยู่ในอันดับที่ 19 ของโลก ทั้งที่ลูกไม่น่าจะเรียนเก่งกว่าเด็กเตรียมอุดมหรือจุฬาฯ เพื่อจะปลอบใจหรือให้คิดอีกมุมว่า คนที่เรียนสถาบันการศึกษาที่ดีมากๆ หรือดีที่สุด อาจไม่ใช่เด็กที่เรียนเก่งที่สุดก็เป็นไปได้
การสอบเข้าสถาบันการศึกษาดังๆ ได้เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ แต่ก็ไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญชนิดที่เรียกว่าคอขาดบาดตาย ถ้าไม่ได้เรียนโรงเรียนที่สุดยอด มันยังมีอีกหลายแนวทางในการบรรลุความสำเร็จทางการศึกษา”


