อายัดทรัพย์ตั้งเยอะแต่ทำไมตัวการใหญ่ยังลอยนวล! "กรณ์" ออกโรงแฉยับคดีทุนเทาเครือข่ายฟอกเงิน 'เบน สมิธ' จี้ถาม ปปง.และ ก.ล.ต.เกรงใจใครถึงยังไม่ออกหมายจับ ทั้งที่กางหลักฐานเส้นทางเงินชัดเจนว่ามีการใช้นอมินี ทั้งภรรยา อดีตภรรยา และบริษัทเครือข่าย เข้ากว้านซื้อหุ้นแบบผิดปกติจนสัดส่วนทะลุ 50% งานนี้ชี้เป้าความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯ ชัดเจน พร้อมทวงถามความรับผิดชอบ หากปล่อยให้มีการโยกย้ายทรัพย์สินล็อตนี้หนีไปได้ ใครจะรับผิดชอบ
เมื่อวันที่ 8 มี.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความตั้งข้อสังเกตและทวงถามความคืบหน้าถึงการทำงานของ ปปง.และ ก.ล.ต.ในคดีอายัดทรัพย์เครือข่ายฟอกเงินของนาย Ben Smith ที่ยังดำเนินการไม่ครบถ้วนและล่าช้า พร้อมตั้งคำถามว่า หากปล่อยปละละเลยจนเครือข่ายนี้โยกย้ายทรัพย์สินหรือขายหุ้นส่วนที่เหลือออกไปได้สำเร็จ ปปง.และ ก.ล.ต.จะรับผิดชอบอย่างไร และเหตุใดจึงยังเกรงใจไม่ยอมออกหมายจับ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"อายัดทรัพย์แล้ว แต่ยังไม่ออกหมายจับ
ทุนเทาเครือข่าย เบน สมิธ ยังไม่จบ!
ขอบอกเลยนะครับว่ากระแสข่าวเรื่องนี้จะขึ้นหรือลงอย่างไร การติดตามให้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง และดำเนินการปกป้องประโยชน์ของคนไทยในเรื่อง scammer และการฟอกเงินจะไม่หยุดลง
นับตั้งแต่วันศุกร์ที่แล้ว คดีอายัดทรัพย์นาย Ben Smith และพวกได้ไปถึงชั้นศาลแล้ว
แต่ผมเป็นคนหนึ่ง ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ได้ตั้งประเด็นคำถามว่าทำไมจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน?
โดยที่มูลค่าส่วนใหญ่ของทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคือหุ้นบริษัทบางจาก โดยที่ ปปง.ได้พิสูจน์โยงกลับไปถึง “กองทุน Capital Asia Investments (CAI)” ซึ่งเป็นกองทุนที่มีการเชื่อมโยงกับนาย Ben Smith และ เป็น “แหล่งเงินลับ ปกปิดเจ้าของ” ที่พรรคประชาธิปัตย์ได้ติดตามธุรกรรมควรสงสัยมาโดยตลอด
ในครั้งนี้ CAI คือผู้ขายหุ้น Big Lot ในหุ้น บางจากฯ ให้กับ Alpha Chartered Energy (ACE) หลายครั้ง และจึงเป็น “แหล่งหมุนเงินค่าขาย มาจ่าย ค่าซื้อ” หรือ “โอนตรง” ซึ่งล้วนแต่เพื่ออำพรางความเป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่เมื่อ ปปง.ได้พิสูจน์เส้นทางเงิน และหลักฐานที่เกี่ยวข้องแล้ว จึงได้ส่งสำนักอัยการเพื่อให้ศาลฟ้องยึดอายัดทรัพย์แล้วดังกล่าว
ส่วนทรัพย์สินอื่นของนาย Ben Smith และ น.ส.แคทรียา บีเวอร์ (ภริยานายเบน) และพวก ก็ได้ถูกอายัดไปด้วย ซึ่งรวมถึงที่ดิน เงินสด ฯลฯ
แต่ที่แปลกมากคือการที่ ก.ล.ต.หรือ ปปง.ยังไม่มีการดำเนินการแม้แต่น้อยกับหุ้นตัวอื่นๆ ที่ถือโดย CAI หรือโดยภริยาของนายเบน สมิธ ตามตารางในภาพ?
และนอกจากนั้น ที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติมคือย้อนสืบเส้นทางการได้มาของหุ้นเหล่านี้ ซึ่งจะทำให้เห็นได้ทันทีว่ามีใครคนอื่นเกี่ยวข้องบ้าง มีใครสมคบคิดกับนายเบน สมิธ และพวกบ้าง บวกกับเส้นทางการเงินว่าเงินปันผลที่ได้รับผ่านเข้าบัญชีใคร และมีการจ่ายออกไปที่ไหน
ผมขอยกตัวอย่างกรณีตรงไปตรงมาที่สุด คือหุ้นสองบริษัท (BCP และ GTV) ที่แคทรียา บีเวอร์ ยังถืออยู่ในชื่อตัวเองซื่อๆตรงๆ (ในภาพ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ทุกคนเข้าถึงได้ผ่านระบบตลาดหลักทรัพย์) แต่ ก.ล.ต.และ ปปง.กลับไม่มีการดำเนินการอย่างไร
หรือหุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Beteverse ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจากแคทรียา บีเวอร์ รวมทั้งหุ้นบริษัท FSX ที่ถือโดยบริษัท Rapidfire ซึ่งได้รับซื้อทั้งจำนวนจาก B.I.C. (Cambodia) Bank (ซึ่งมีนายยิมเลียกเป็นประธานกลุ่ม) โดยที่ราคาที่ซื้อขายกันคือ 4.22 บาท สูงกว่าตลาดที่ 1.55 บาท ถึง 170% และซื้อขายเปลี่ยนชื่อกันวันสุดท้ายก่อนที่ชื่อ B.I.C. (Cambodia) Bank จะปรากฏบนทะเบียนหุ้น FSX วันที่ 21 มีนาคม 2568 พอดี เป็นต้น (ข้อมูลตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน) ทำให้ต้องติดตามว่าในการซื้อขาย Big Lot ทั้งจำนวนเช่นนี้ ทั้ง 2 กรณีมีการชำระเงินอย่างไร? เป็นการหมุนเวียนเงินของกลุ่มเดียวกันหรือไม่? หรือโอนตรง? ดังกรณีแบบหุ้นบางจากฯ คล้ายๆ กัน
โดย ก.ล.ต.ก็มีหน้าที่ต้องกำกับดูแลว่า กรณีต้องสงสัยเช่นนี้กลุ่มบุคคลดังกล่าว เป็นกลุ่มเดียวกันหรือไม่? ซึ่งหากใช่ จะทำให้ผิด พ.ร.บ.หลักทรัพย์ มาตรา 246 ในการรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหุ้นที่มีนัยสำคัญ และมาตรา 247 หน้าที่ในการเสนอซื้อหลักทรัพย์จากประชาชนทั่วไป เพราะหากรวมผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบุคคลเดียวกันเหล่านี้จะรวมได้เป็น 51.96% ได้แก่
- CAI For Pilgrim Finansa Investment Holding (แหล่งเงินลับปกปิดเจ้าของที่เชื่อมโยงเบน สมิธ) 24.14%,
- Beteverse (โอนทั้งจำนวนจากแคทรียา บีเวอร์ ภรรยาเบน สมิธ) 10.00%,
- Rapidfire (โอนทั้งจำนวนจาก BIC Bank (Cambodia)) 10.00% และ
- นางสุภารัตน์ สง่าเมือง (อดีตภรรยา เบน สมิธ) อีก 7.82%
ซึ่งจะทำให้ผิดทั้งมาตรา 246 และมาตรา 247 ดังกล่าว รวมทั้งความผิดฐานการซื้อขายแบบ Matched Order ตามมาตรา 244 ด้วย
แต่ถึงวันนี้ ด้วยหลักฐานมากมายขนาดนี้ ก.ล.ต.ก็ยังไม่ดำเนินการใดๆ เกรงใจใครครับ?
โดยสรุปคำถามสำคัญ คือในเมื่อ ปปง.ได้สั่งอายัดหุ้น ที่ดิน รถยนต์ เงินสด ฯลฯ ของนายเบน สมิธ รวมไปถึงภริยาและพวกแล้ว ทำไมถึงไม่ดำเนินการต่อให้ครบถ้วน? หากมีการโยกย้าย ขายหุ้น และทรัพย์สินส่วนนี้ออกไป ปปง.และ ด.ล.ต.จะรับผิดชอบอย่างไร?
และผมขอยํ้าคำถามเดิมว่า ทำไมจนถึงวันนี้จึงยังไม่มีหมายจับนายเบน สมิธ ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเงิน?"


