แพทย์เผยภาพจริงในห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วยดื่มสุราหนักจนตับแข็งและกระเพาะทะลุ ต้องเข้ารักษาด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด หลายรายต้องใช้เลือดจำนวนมาก ใช้เลือดรักษาครั้งละ 10–20 ถุง ขณะที่เลือดบริจาคยังขาดแคลน ส่งผลให้ผู้ป่วยจำเป็นรายอื่นต้องรอการรักษา
วันนี้ (8 มี.ค.) แพทย์จากเพจ “เรียนหมอ by หมอแก้ว หมอแนต” ออกมาเล่าประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาล โดยสะท้อนปัญหาผู้ป่วยที่ดื่มสุราอย่างหนักจนเกิดภาวะตับแข็งและแผลในกระเพาะอาหารทะลุ ซึ่งมักเข้ารับการรักษาด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือด
แพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยกลายเป็น “เคสประจำ” ของโรงพยาบาล เพราะแม้จะได้รับการรักษาจนพ้นวิกฤตแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่สามารถเลิกดื่มสุราได้ ทำให้กลับมารักษาซ้ำด้วยอาการเดิมอยู่บ่อยครั้ง
ในแต่ละครั้งที่เข้ารับการรักษา ผู้ป่วยบางรายต้องใช้เลือดจำนวนมากถึง 10–20 ถุง ยังไม่รวมทรัพยากรทางการแพทย์อื่นๆ ทั้งบุคลากร เครื่องมือ และเตียงรักษา ซึ่งล้วนเป็นภาระต่อระบบสาธารณสุข
ขณะเดียวกัน สถานการณ์เลือดบริจาคในปัจจุบันยังคงขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยบางรายที่จำเป็นต้องใช้เลือด เช่น ผู้ป่วยซีดรุนแรง หรือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจขาดเลือด ต้องรอคอยเลือดเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมีเด็กที่ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียจำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับเลือดอย่างสม่ำเสมอเพื่อการเจริญเติบโต
แพทย์อธิบายว่า แม้ระบบการแพทย์จะต้องให้การรักษาผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม แต่กรณีผู้ป่วยที่มีภาวะเลือดออกในทางเดินอาหารจนเป็นอันตรายต่อชีวิต จะถูกจัดอยู่ในกลุ่มผู้ป่วยฉุกเฉิน ทำให้ต้องได้รับเลือดก่อนผู้ป่วยรายอื่นตามหลักการแพทย์
อย่างไรก็ตาม บุคลากรทางการแพทย์ยังต้องเผชิญกับความยากลำบากในการดูแลผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว โวยวาย หรือไม่ให้ความร่วมมือ ซึ่งพยาบาลและเจ้าหน้าที่ต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการทำความสะอาดร่างกายและการเฝ้าระวังอาการ
แพทย์ยังระบุอีกว่า ปัจจุบันนอกจากผู้ป่วยจากการดื่มสุราแล้ว ยังพบผู้ป่วยที่มีปัญหาการใช้สารเสพติดเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในช่วงที่เกิดอาการคลุ้มคลั่ง ผู้ป่วยบางรายอาจไม่มีสติและอาจเป็นอันตรายต่อเจ้าหน้าที่ได้
ท้ายที่สุด แพทย์เสนอแนวคิดว่า ผู้ป่วยบางกลุ่มที่กลับมารักษาซ้ำจากพฤติกรรมเสี่ยงเดิม อาจควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วน เพื่อให้ตระหนักถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น และช่วยลดภาระของระบบสาธารณสุขในระยะยาว ขณะเดียวกันก็อาจช่วยให้ครอบครัวหรือญาติช่วยกันดูแลและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำอีก


