xs
xsm
sm
md
lg

สัมผัสความงามแห่งงาน Lampworking รังสรรค์โดย ‘สิริรัตน์ คุณวุฒิปีติ’ ด้วยแรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบกาย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


‘สิริรัตน์ คุณวุฒิปีติ’ แห่ง Peeti Studio


“Peeti Studio สนใจ Moment เล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่า หยดฝน แสงแดด สายลม, ดอกหญ้าที่ขึ้นตามริมทางหรือดอกหญ้าที่ขึ้นตามก้อนอิฐที่ Crack, แสงที่ระยิบระยับบนผิวน้ำกระเพื่อม ทุกครั้งที่ใช้ชีวิตประจำวัน แล้วหันไปเจอกับ Moment เล็กๆ เหล่านี้ เป็น Small Wonder ที่มีชีวิตขึ้นมา ให้ความรู้สึกว่าโรแมนติกจังเลย ปกติก็จะมีแรงบันดาลใจจากตรงนี้”








ต่างหูแก้วที่ส่องประกายเมื่อยามแสงตกกระทบ, วงแหวนแก้วที่มีดอกไม้แลดูสวยงามบอบบางอยู่ภายใน, ปากกาแก้วซึ่งกว่าจะสรรค์สร้างขึ้นแต่ละด้ามนั้น ต้องใช้ความละเอียดลอออย่างมาก อีกทั้งยังมีแก้วทรงกลมดวงน้อยที่จำลองวงโคจรของดวงดาวไว้

ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้สร้างสรรค์ขึ้นด้วยฝีมือ Idea และแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ผ่านหลากหลาย Collection ของ Peeti Studio สร้างขึ้นด้วยเทคนิค Lampworking คือการเป่าแก้วหรือหลอมแก้วโดยใช้ความร้อนจากหัวพ่นไฟ (Torch)

‘สิริรัตน์ คุณวุฒิปีติ’ แห่ง Peeti Studio
‘ผู้จัดการออนไลน์’ สัมภาษณ์ ‘เอิร์ธ-สิริรัตน์ คุณวุฒิปีติ’ ผู้ก่อตั้ง Peeti Studio ถึงที่มาของการสร้างงานจากแก้วด้วยเทคนิค Lampworking ที่น่าสนใจ

‘สิริรัตน์ คุณวุฒิปีติ’ แห่ง Peeti Studio
แรงบันดาลใจในงาน Lampworking

เอิร์ธเล่าว่ารู้ตัวตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ว่าชอบงาน Craft เมื่อได้เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ก็รู้ว่าตัวเองควบคุมกล้ามเนื้อมือได้ค่อนข้างดี รู้ว่านี่เป็นจุดแข็งของเราที่ได้ลงมือทำไปด้วย
“รู้ว่าต้องเป็นงาน Craft นี่แหละที่เราจะยึดโยงเป็นแกนหลักของเรา”

เมื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัย เอิร์ธเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Industrial Design หรือ ID) สาเหตุที่เลือกเรียนภาควิชาดังกล่าว เพราะว่าอยากออกแบบสิ่งที่มี Scale พอเหมาะกับมือของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ Scale มันใหญ่เกินไป ต่างจาก Industrial Design ที่เปิดโอกาสให้ได้ลองทำหลายๆ อย่าง ทั้งงานแก้ว งานโลหะ งานไม้ งานเซรามิค เอิร์ธจึงตัดสินใจเลือกเรียน Industrial Design ก่อน แล้วค่อยดูว่าถนัดอะไรแล้วค่อยเลือก เหมือนได้ค้นหาตัวเองไปด้วย

กระทั่งเมื่อเรียนจบ จึงถามตัวเองว่าถ้าคิดจะเลือกก็มีทางเลือกอยู่สองแบบ คือหากเน้นที่ Material Base ก็ต้องเลือกว่าเราจะใช้วัสดุอะไร เราก็ Explore กับวัสดุนั้นเลย ทดลองกับวัสดุแล้วทำความเข้าใจ เหมือนถ่ายทอดตัวเองผ่านศักยภาพของ Material แล้วยึดโยงกับ Context

“เมื่อเราได้ลองหลาย Material แล้วเราชอบแก้วมากๆ ด้วยความที่แก้วเล่นแสง เราจึงหยิบและจับแก้วเป็นงานหลัก”

เอิร์ธเล่าว่าช่วงที่ค้นหาตัวเองเจอว่าชอบแก้วคือช่วงที่เรียนจบมหาวิทยาลัยมาแล้ว 1 ปี เธอบอกเล่าอย่างอารมณ์ดีว่า
“เรียกว่าเป็นจังหวะตกหลุมรักแก้ว (หัวเราะ) จริงๆ แล้ว Thesis จบของเอิร์ธเป็นเซรามิค เนื่องจากในช่วงนั้น แก้วยังไม่มีอยู่ในหลักสูตรเรียน เมื่อครั้งที่เอิร์ธได้มีโอกาสลองทำแก้ว คือได้ลองในวิชา Jewellery แต่ก็ได้ลองทำน้อยมากๆ เพราะว่าเป็นงานทดลองแบบ Experimental และได้มีโอกาสลองดูว่างาน Jewellery งานโลหะ สามารถนำมาสร้างเป็นวัสดุอะไรได้บ้าง แต่เอิร์ธได้เรียนการทำแก้วเพียงแค่ 4 ครั้งในมหาวิทยาลัย ซึ่งมันน้อยมากๆ กับ 4 ปีที่เรียนจบมาจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเอิร์ธยังไม่ได้ลองจนรู้สึกว่า ‘ใช่’ สำหรับเรา Thesis ตอนจบเอิร์ธจึงทำเป็นเซรามิคแทน แต่ว่าเหมือนเรารู้แล้วว่าเซรามิคยังไม่ใช่ก็เลยลองหา Material และมีโอกาสได้ไปฟังงานเสวนา เมื่อตั้งธงไว้ว่าเราอยากหาคำตอบนี้ จึงมีโอกาสเมื่อครั้งที่เราไปฟังงานเสวนานี้พอดี เป็น Material ที่เราเคยลองแล้วมันเข้ามือเรามากๆ”


ความรักที่มีต่องานแก้ว

ถามว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณหลงใหลหรือหลงรักแก้ว อะไรคือความพิเศษของแก้วที่จับใจคุณ

คำตอบของผู้สร้าง Lampworking ผู้นี้ นับว่าน่าสนใจ “เอิร์ธว่าทุกคนมี Rhythm เป็นของตัวเอง ในการทำงานของตัวเองอยู่แล้ว อาจฟังดูศิลปินมากไปหน่อยแต่ความจริงคือไม่ว่าความใสหรือแสงเงาที่แก้วมอบให้ เหมือนตอนเป็นเด็กที่เราเล่นลูกแก้ว ที่เราเห็นว่าบางทีมันสามารถ Capture แสงที่ล่องลอยในอากาศ แล้วเราสามารถเห็นมันผ่าน Effect ที่เกิดขึ้นบนแก้ว เรารู้ว่าเราชอบอะไรแบบนั้น”

เอิร์ธเล่าว่า ตอนที่เธอเลือกแก้ว เอิร์ธจะใช้กระบวนการตัด Choice สิ่งที่ไม่ชอบออกไป ตอนที่ตัดชอยส์คือเอิร์ธไม่ชอบไม้ เพราะว่าไม้เป็นของที่เมื่อใช้แล้วหมดไป ถ้าเราตัดผิดไม้ก็ไม่งอกใหม่ให้เราแล้ว ถ้าจะใช้ก็ต้องใช้อันใหม่ไปเลย เป็นอะไรที่เราไม่อยากผิดพลาด เราต้องคิดให้ดีมากๆ ตอนทำ ทำไปด้วย คิดไปด้วย เราก็สนุกไปด้วย เหมือนเด็กๆ ที่มีความสุขในเวลาที่ได้เล่นดินเล่นโคลน เอิร์ธเปรียบเทียบงานแก้วได้อย่างมีคุณค่าราวกับแก้วนั้นเป็นนก Phoenix ที่กำเนิดใหม่ได้เรื่อยๆ เราก็กล้าทดลองไอเดียดีๆ ได้เต็มที่เพื่อสร้างสิ่งที่สวยงามขึ้นจากแก้ว

ในเวลาที่เธอดีไซน์งาน เธอจะตรวจแบบงานที่ทำเสมอ เหมือนการ Spin หรือหมุนดูให้รอบด้าน หรือเรียกว่า Replete Process ไปเรื่อยๆ


เสน่ห์แห่ง Lampworking

เอิร์ธอธิบายว่าการทำงาน Lampworking นั้น แก้วที่ใช้จะเป็นแท่งแก้วสำหรับทำงานด้านนี้โดยเฉพาะ ในการทำงาน Lampworking ใช้การปั้นแต่งรูปทรง โดยเอิร์ธใช้ Oxygen และแก๊สเป็นเชื้อเพลิง ทำให้การเผาไหม้เข้มข้นขึ้น ใช้เวลาฝึกฝนไปเรื่อยๆ เปรียบเหมือนปรับเรดาร์ ว่าจะไปฝึกหรือไปเรียนกับใครได้บ้าง

วิธีแรกสุดที่เอิร์ธนำมาใช้คือการทำแก้วเป็นทรงกลม เพราะว่าแก้วจะมีการหลอมเข้าด้วยกันแล้วก็ทำเป็นทรงกลมเหมือนลูกบอล ทุกคนจะฝึกกันก็เลยทำลูกบอลก่อน เมื่อทำลูกบอลแล้วให้ความรู้สึกถึงความหนืดเหมือนน้ำ ถ้าเราเล่นกับฟองน้ำก็น่าสนุกดี โดยเฉพาะเวลาที่เรายืดมัน เราดึงได้ เรายืดได้ เมื่อเราปรับรูปทรงเป็นน้ำก็มองดูว่า Movement ของน้ำตอนไหนที่น่าสนใจ ซึ่งในช่วงนั้นเอิร์ธเพิ่งเรียนวิธีเป่าอากาศเข้าไปให้มันพอง แล้วเรารู้สึกว่ามันยืดแล้ว มันดูเข้ากันดี มันเป็น Movement ที่น่าสนใจ เราก็เอามาทำเป็นหยดน้ำ ทำดีไซน์ออกมาแล้วใส่ฟังก์ชั่นเข้าไปอีกทีนึงโดยในครั้งนั้นทำเป็นแหวน




สำหรับประเภทของแก้วที่ใช้ ส่วนมากเอิร์ธจะใช้หลักๆ อยู่ 2 แบบ คือแก้ว Borosilicate Glass และ Softglass ที่เป็นแท่งแก้วสีต่างๆ โดยส่วนมาก Soft Glass จะเป็นแท่งตัน แล้วก็จะมีสีบรรจุอยู่ข้างในอยู่แล้ว ปกติ Soft Glass ก็จะมีสีที่เป็นโปร่งใส ทึบแสง แล้วก็จะมีโปร่งแสง ปกติจะใช้เป็นหลอดแบบนี้ ใช้ในการตกแต่งชิ้นงาน แล้วทางโรงงานก็จะเอาแท่งแก้วแบบนี้ ไปบดให้ละเอียด เรียกว่า Frit บดให้เป็นผงเพื่อนำไปใช้ตกแต่งลวดลายได้ง่ายขึ้น สามารถผสมสีได้หลากหลาย เช่น สีส้ม สีเขียว บวกกับสีชมพู เป็นการ Mix สี


เอิร์ธเล่าว่าทำงาน Lampworking มาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว
ในการออกแบบแต่ละ Collection ต้องเรียนรู้วัสดุที่นำมาใช้ว่าจริงๆ แล้วเราทำอะไรกับมันได้บ้าง

“เมื่อเราทำ Brand เอิร์ธก็พยายามทำของที่เราขายได้ เราก็ต้องทำของที่เข้าถึงได้ง่ายและฟัง Feed Back ว่าเขาใช้แล้วเป็นยังไง เมื่อเอิร์ธทำ Jewellery เอิร์ธจะทำต่างหูเยอะมาก เมื่อคนเราใส่แล้วมี Movement ไปกับต่างหู ก็จะเกิด Reflex แสงเงาในพื้นที่ที่เราไปแล้วเอิร์ธรู้สึกว่า Effect นี้มันสวยนะ ก็เลยชอบทำต่างหูค่ะ แล้วก็มีสิ่งที่อยากทำมากๆ แต่ว่ายังไม่มีโอกาสในช่วงแรก แต่ Plan ว่าจะทำเพิ่มขึ้นก็คือโมบาย"

เอิร์ธเล่าว่า เมื่อเอิร์ธไปเรียนเทคนิคแก้ว มีทั้งเรียนการใส่สี ใส่ลวดลายเข้าไปด้านในของรูปทรง เทคนิคนี้ชื่อ Implosion ส่วนภาพรวมของงาน ความยากคือมีเทคนิคเยอะมากๆ และจริงๆ แล้ว ยังมี Skill ที่ต้องฝึกให้ชำนาญ ซึ่งการที่เราได้โฟกัสกับงาน เหมือนเราได้ทำงานที่เป็น Dreamwork สำหรับเรา

นอกจากนั้น เอิร์ธยังไปศึกษาความรู้เพิ่มเติม จากอาจารย์ไม่น้อยกว่า 5 ท่าน ซึ่งมีทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ อาจารย์บี อาจารย์ต้นอ้อ ในรั้วจุฬาฯ และ Alexx Cheng ศิลปิน Lamworking ชาวต่างชาติ ที่เอิร์ธมีโอกาสได้เรียนด้วยตอนที่ศิลปินผู้นี้เดินทางมายังเมืองไทย เอิร์ธยอมรับว่า Alexx คือผู้ที่ให้กำเนิดเอิร์ธในทางวิชาชีพ และอาจารย์อีกท่านที่สำคัญคืออาจารย์ชาวไทย ที่เคยไปใช้ชีวิตทำงานด้านนี้ในต่างประเทศ ซึ่งอาจารย์ผู้นี้เองที่สอนเอิร์ธในเรื่องของการทำปากกาแก้ว หรือ Icicle Glass Pen


ณ ห้วงขณะแห่งความงาม : ที่มาแห่ง Collection

ถามถึงแรงบันดาลใจแรกเริ่มในการออกแบบ Collection
เอิร์ธเล่าว่า “Peeti Studio สนใจ Moment เล็กๆ ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่า หยดฝน แสงแดด สายลม, ดอกหญ้าที่ขึ้นตามริมทางหรือดอกหญ้าที่ขึ้นตามก้อนอิฐที่ Crack, แสงที่ระยิบระยับบนผิวน้ำกระเพื่อม ทุกครั้งที่ใช้ชีวิตประจำวัน แล้วหันไปเจอกับ Moment เล็กๆ เหล่านี้ เป็น Small Wonder ที่มีชีวิตขึ้นมา ให้ความรู้สึกแบบว่าช่างโรแมนติกจังเลย ปกติก็จะมีแรงบันดาลใจจากตรงนี้”


เอิร์ธอธิบายถึง Collection ต่างๆ ด้วยว่า
ประกอบด้วย

-Rain drop :
“ชื่อของ Collection นี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากหยดฝน แล้วก็พยายามเล่นกับแสงเงาของฟอร์มแก้วและแสงที่มากระทบ เป็นทรงกลมบ้าง ทรงหยดน้ำบ้าง เป็น Movement ของน้ำ และมีดอกไม้ที่เป็นลวดลาย เป็นทรงกลมทรงหยาดน้ำที่เคยออกแบบเอาไว้ เราใส่สีที่ทำให้เราแต่งตัวสนุกขึ้น ดอกไม้จริงก็คงไม่ได้มีสีเหลือง สีดำผสมกันอย่างที่เราทำ พยายามเล่นสีที่ทำให้ดูสนุกขึ้น”


-Sea anemone : จะเป็นเทคนิค Implosion ที่ทำเป็นลายดอกไม้แล้วเอาไปใส่ในรูปทรงของ Rain drop อีกทีนึง เอิร์ธรู้สึกว่า Collection นี้เหมือนดอกไม้ทะเล


นอกจากนี้ เอิร์ธยังมี Collection Galaxy ที่เราสามารถเห็นมิติด้านในเป็นสุริยจักรวาลอยู่ข้างในแก้ว ครบหมดทั้งวงโคจร โดยมีทั้ง Mars มี ทั้ง Moon และ Venus เป็นต้น 




รวมทั้ง Icicle Glass Pen ปากกาแก้วซึ่งเป็น Signature ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากน้ำแข็งที่ดูสวยงามราวกับหินงอกหินย้อย


นอกจากนั้น เอิร์ธยังมี Murrini Ring เป็นแหวนที่มีดอกไม้อยู่ข้างใน ซึ่งดอกไม้ที่ดูสวยงามและบอบบางนั้น แท้ที่จริงแล้วสร้างสรรค์ขึ้นจากแก้วด้วยเทคนิคอันละเอียดลออผ่านการสร้างสรรค์ด้วยมือของเอิร์ธนั่นเอง

(หมายเหตุ : Murrini เป็นเทคนิคการทำศิลปะแก้วอิตาลีโดยการนำแท่งแก้วสีต่างๆ มาเรียงต่อกันเป็นลวดลาย หลอมรวมกันเป็นแท่งยาว แล้วตัดเป็นชิ้นหน้าตัดขนาดเล็กเพื่อนำไปฝังลงบนเนื้อแก้วหลักชิ้นใหม่ เกิดเป็นลวดลายซับซ้อนที่งดงาม)




เอิร์ธยังเล่าถึงความพิเศษของต่างหูที่เธอสร้างขึ้นโดยเปรียบเทียบกับโมบายแก้วที่เธอให้ความสนใจเป็นพิเศษและมุ่งหวังพัฒนางานโมบายแก้วให้ลึกซึ้งขึ้น โดยเปรียบไว้อย่างเห็นภาพว่า

“ถ้าเป็นต่างหู เรามี Experience ไปพร้อมๆ กับชิ้นแก้ว คือมี Movement ไปด้วยกัน แต่ถ้าเป็นโมบาย เอิร์ธรู้สึกว่าหากเรานำไป Hang ใน Space นึง รู้สึกว่าเราเป็นผู้เฝ้ามองชิ้นแก้วที่ Reflex กับแสงใน Space นั้น แล้วก็สามารถมองมันในมุมมอง 360 องศาได้ ดูว่ามันมี Reflex ยังไงกับแสง แล้วมันเป็น Effect ที่น่าสนใจมากๆ ก็อยากจะพัฒนารูปแบบไปในทางนั้น นี่คือสิ่งที่เอิร์ธอยากทำมากๆ ในอนาคต


คำถามสุดท้าย อะไรคือสิ่งที่มุ่งหวังไว้เกี่ยวกับงาน Lampworking 
เอิร์ธตอบได้อย่างน่าสนใจว่า

Skill ด้านงานแก้วในไทย ยังมีสอนน้อย อยากจะเรียนเทคนิคด้านนี้ให้มากขึ้น จึงคิดว่าหากเรามีทีมคนทำงาน Lampworking, มีทีมคนเป่าแก้วเยอะขึ้นแล้วมีความสนใจที่หลากหลายและมารวมตัวกันในประเทศไทย เราก็อยากจะเรียนเทคนิคแก้วเพิ่มขึ้น อยากจะมีทีม Lampworking, มีทีมคนเป่าแก้วเยอะขึ้น อยากเชิญศิลปินจากต่างชาติเข้ามาสอน Master Class ในไทยแล้วเราก็มารวมตัวเรียนรู้ด้วยกัน
นับว่าเป็นความมุ่งหวังที่น่าจะช่วยยกระดับวงการ Lampworking ในไทยไปอีกขั้น

ณ วันนี้ เอิร์ธก่อตั้ง Peeti Studio มาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว แม้อาจไม่นานปีนัก แต่ก็มีผู้ที่รอคอยผลงาน Collection ใหม่ๆ ในแต่ละ Seasons อยู่เสมอ
ดูราวกับว่าแรงบันดาลใจจากธรรมชาติรอบกายจะยิ่งขับเน้นงานของเธอให้น่าสนใจ มีเสน่ห์เฉพาะตัวและเปี่ยมเอกลักษณ์ยิ่งขึ้นในแต่ละชิ้น
…………
Text By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล
Photo By : รพีพรรณ สายัณห์ตระกูล, Peeti Studio