ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญการตลาดดิจิทัล โพสต์สะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวในฐานะทรานส์แมน ระบุการเรียกร้องเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อไม่ใช่สิทธิพิเศษ แต่เป็นการขอใช้ชีวิตอย่างปกติ หลังต้องเผชิญปัญหาซ้ำซากจากข้อมูลที่ไม่ตรงกับอัตลักษณ์ ตั้งแต่การติดต่อธนาคารไปจนถึงการเดินทางต่างประเทศ
วันนี้ (6 มี.ค.) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล ซึ่งมีผู้ติดตามจำนวนมากในโซเชียลมีเดีย ได้โพสต์ข้อความสะท้อนประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับประเด็นสิทธิของคนข้ามเพศ หลังมีความเห็นในสังคมบางส่วนมองว่าการเรียกร้องเรื่องการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อเป็นการได้คืบจะเอาศอก
ณัฏฐ์ระบุว่า ความเข้าใจดังกล่าวสะท้อนว่าสังคมยังไม่เข้าใจว่าคนข้ามเพศไม่ได้ต้องการสิทธิพิเศษ แต่ต้องการเพียงการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับตัวตนจริง โดยในฐานะทรานส์แมนที่ทำงานระดับผู้บริหารและเป็นอาจารย์ เขาต้องเผชิญกับต้นทุนทางสังคมจากคำนำหน้าชื่อที่ไม่ตรงกับอัตลักษณ์ในชีวิตประจำวัน
เขายกตัวอย่างปัญหาที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อมีสายจากธนาคารหรือโอเปอเรเตอร์โทรเข้ามา โดยเจ้าหน้าที่มักเรียกตามคำนำหน้าชื่อในระบบ เมื่อเขารับสายด้วยเสียงที่ไม่ตรงกับเพศในข้อมูล จึงถูกตั้งคำถามซ้ำว่าคือเจ้าของเบอร์จริงหรือไม่ บางครั้งถึงขั้นถูกวางสาย เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เชื่อว่าบุคคลในสายคือเจ้าของหมายเลขจริง ทำให้ต้องอธิบายเรื่องเพศกำเนิดของตัวเองอยู่เป็นประจำ
อีกสถานการณ์ที่สร้างความอึดอัดคือการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมือง เมื่อพาสปอร์ตระบุคำนำหน้าว่า Miss เจ้าหน้าที่มักตรวจสอบซ้ำระหว่างใบหน้ากับเอกสาร บางครั้งต้องเรียกเพื่อนเจ้าหน้าที่มาช่วยตรวจ ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกตั้งคำถามต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก ทั้งที่คนอื่นสามารถผ่านด่านไปได้ตามปกติ
ณัฏฐ์ยังเล่าถึงเหตุการณ์ที่เจ็บปวดที่สุดในชีวิต คือวันที่ควรจะเป็นวันรับประกาศนียบัตรจากหลักสูตรสำคัญ แต่ระเบียบกำหนดให้แต่งกายตามเพศกำเนิด ซึ่งหมายถึงการต้องสวมชุดจิตรลดา เขาระบุว่าไม่สามารถฝืนความรู้สึกได้ จึงตัดสินใจไม่เข้าร่วมพิธี แม้จะเป็นโอกาสสำคัญในชีวิตก็ตาม
เจ้าตัวย้ำว่าการเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อไม่ใช่เรื่องฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะในโลกธุรกิจหรือการเดินทางระหว่างประเทศ ข้อมูลที่ไม่ตรงกันในเอกสารอาจกลายเป็นอุปสรรคต่อการทำงานและการใช้ชีวิตจริง
พร้อมกันนี้ยังเสนอแนวทางที่มองว่าเป็นจุดสมดุลระหว่างสิทธิและความปลอดภัย เช่น การระบุคำนำหน้าชื่อบนบัตรประชาชนตามอัตลักษณ์ทางเพศ ขณะที่ข้อมูลทางการแพทย์ยังคงระบุเพศกำเนิดและประวัติฮอร์โมนอย่างชัดเจนในฐานข้อมูลสุขภาพดิจิทัล เพื่อให้แพทย์ใช้ในการรักษาได้อย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดการใช้คิวอาร์โค้ดบนบัตรประชาชนเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญในกรณีฉุกเฉิน ลดความเสี่ยงต่อการวินิจฉัยผิดพลาด
ณัฏฐ์ยังยกตัวอย่างแนวทางในต่างประเทศ เช่น แคนาดาและสหรัฐอเมริกา ที่อนุญาตให้ใช้เพศ X ในพาสปอร์ตเพื่อลดปัญหาข้อมูลไม่ตรงกัน ขณะที่ในสหราชอาณาจักร หน่วยงานรัฐต้องปรับคำเรียกตามอัตลักษณ์ทางเพศของบุคคลตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล
เขาทิ้งท้ายว่า การเปลี่ยนคำนำหน้าชื่อคือการทำให้สังคมหยุดตั้งคำถามกับตัวตนของบุคคลในทุกย่างก้าวของชีวิต และสังคมที่ก้าวหน้าควรมองเห็นความเป็นคนมากกว่าตัวอักษรบนกระดาษ พร้อมหวังว่าสังคมจะเข้าใจประเด็นนี้มากขึ้นในอนาคต.


