อัษฎางค์ ยมนาค อ่านเกมอำนาจโลก ชี้การตัดสินใจของนายกฯ คีร์ สตาร์เมอร์ คือ 'แผ่นดินไหวทางยุทธศาสตร์' ที่ปิดฉากความสัมพันธ์พิเศษสหรัฐฯ-อังกฤษ บนกระดานหมากตะวันออกกลาง พร้อมตอกย้ำภาพความเสื่อมถอยของโลกขั้วเดียว เมื่อพันธมิตรเบอร์หนึ่งเลือกที่จะไม่เดินซ้ำรอยความผิดพลาดจากสงครามอิรัก
วันนี้ ( 6 มี.ค.) อัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ ได้ออกมาโพสต์ข้อความถึงการตัดสินใจของอังกฤษตอกย้ำภาพความเสื่อมถอยของ "โลกขั้วเดียว" ภายใต้การนำของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลมาจากความแตกแยกและความไม่ลงรอยกันภายในกลุ่มพันธมิตรตะวันตกเอง โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
“อังกฤษถอยทัพ: จุดจบ "ความสัมพันธ์พิเศษ" สหรัฐฯ-อังกฤษ บนกระดานหมากตะวันออกกลาง
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
สตาร์เมอร์กล่าวในสภาอังกฤษว่า "เราทุกคนจำความผิดพลาดในอิรักได้และเราได้เรียนรู้บทเรียนเหล่านั้นแล้ว" เพื่อยืนยันการตัดสินใจไม่เข้าร่วมการโจมตีอิหร่าน
นายกรัฐมนตรี คีร์ สตาร์เมอร์ (Keir Starmer) ได้ประกาศในสภาสามัญชน (House of Commons) ของสหราชอาณาจักรซึ่งก็คือสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2026 ว่าอังกฤษจะไม่เข้าร่วมปฏิบัติการโจมตีเชิงรุกต่ออิหร่านร่วมกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
สตาร์เมอร์ย้ำว่าการกระทำใดๆ ของอังกฤษต้องมีพื้นฐานตามกฎหมาย และแผนการที่รอบคอบและเป็นไปได้ โดยเขาไม่เชื่อในแนวคิดการเปลี่ยนระบอบการปกครองด้วยการโจมตีทางอากาศ เหมือนที่เกิดขึ้นในสงครามอิรักปี 2003 สตาร์เมอร์ใช้บทเรียนนี้เพื่อแยกแยะชัดเจนว่าอังกฤษจะไม่เข้าร่วมการโจมตีรุก แต่ยอมให้สหรัฐฯ ใช้ฐานทัพของอังกฤษเพื่อวัตถุประสงค์ป้องกันตัวเท่านั้น เพื่อปกป้องพลเมืองชาวอังกฤษ
ท่าทีที่ถอยฉากออกมาของอังกฤษในรอบนี้ จะส่งผลกระทบต่อดุลอำนาจของพันธมิตรชาติตะวันตกในตะวันออกกลางอย่างไร?
การที่อังกฤษประกาศ "ถอยฉาก" จากปฏิบัติการรุกในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวทางยุทธวิธีธรรมดา แต่มันคือ "แผ่นดินไหวทางยุทธศาสตร์" ที่สะเทือนถึงโครงสร้างดุลอำนาจของพันธมิตรชาติตะวันตกในตะวันออกกลางอย่างรุนแรงใน 4 มิติหลัก ดังนี้
1. รอยร้าวใน "ความสัมพันธ์พิเศษ"
ตามธรรมเนียมแล้ว สหรัฐฯ และอังกฤษมักจะเดินหมากคู่กันเสมอในสมรภูมิตะวันออกกลาง (เช่น สงครามอ่าว, สงครามอิรัก หรือการโจมตีกลุ่มฮูตี) การที่นายกฯ สตาร์เมอร์ขีดเส้นแดงอย่างชัดเจนว่าจะสนับสนุนแค่เป้าหมาย "เชิงรับ" (Defensive) ทำให้สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องตกอยู่ในสภาวะโดดเดี่ยวมากขึ้น วอชิงตันจะต้องแบกรับความเสี่ยง ต้นทุนทางการทหาร และเสียงวิจารณ์จากประชาคมโลกหนักขึ้นเพียงลำพัง
2. โดมิโนเอฟเฟกต์ในยุโรป
ท่าทีของอังกฤษจะเป็น "เกราะกำบังทางการเมือง" ให้กับมหาอำนาจยุโรปชาติอื่นๆ เช่น ฝรั่งเศส หรือเยอรมนี ในการปฏิเสธการเข้าร่วมสงครามเชิงรุกได้อย่างชอบธรรม ภาพจำของชาติตะวันตกในเวทีโลกจะถูกแบ่งเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน คือ ขั้วสายเหยี่ยว (สหรัฐฯ-อิสราเอล) ที่พร้อมใช้กำลังทหารขั้นเด็ดขาด และ ขั้วสายระมัดระวัง (ยุโรป) ที่เน้นการเจรจาและกลัวผลกระทบทางเศรษฐกิจ
3. ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์ของอิหร่าน
การที่พันธมิตรตะวันตกไม่เป็นเอกภาพ คือจุดอ่อนที่อิหร่านมองหา เตหะรานจะประเมินว่ายุทธศาสตร์การตอบโต้แบบ "ขู่ผลประโยชน์ของชาติพันธมิตร" (เช่น การโจมตีใกล้ฐานทัพอังกฤษในบาห์เรน) นั้น "ใช้งานได้จริง" ในการป้องปราม (Deterrence) สิ่งนี้อาจยิ่งกระตุ้นให้อิหร่านและเครือข่าย Proxy กล้าใช้ยุทธวิธีสงครามอสมมาตรและก่อวินาศกรรมหนักขึ้น เพราะรู้ว่าชาติตะวันตกส่วนใหญ่ขยาดที่จะเปิดสงครามใหญ่
4. ชาติอาหรับต้องเร่งหา "ผู้คุ้มครองใหม่"
เมื่อชาติเศรษฐีน้ำมันอย่างซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ (ที่เพิ่งโดนลูกหลงไปที่โรงงานก๊าซ) เห็นว่าร่มเงาความมั่นคงของตะวันตกเริ่มมีรอยรั่วและสั่งการไม่เป็นเอกภาพ พวกเขาจะยิ่งเร่งนโยบายกระจายความเสี่ยง แทนที่จะพึ่งพาสหรัฐฯ เป็นหลัก ชาติอาหรับเหล่านี้อาจหันไปกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีกับ จีน หรือ รัสเซีย มากขึ้นเพื่อคานอำนาจในภูมิภาค
บทสรุป
การตัดสินใจของ คีร์ สตาร์เมอร์ ตอกย้ำภาพว่า "โลกขั้วเดียว" ภายใต้การนำอย่างเบ็ดเสร็จของสหรัฐฯ กำลังเสื่อมถอยลงจากความไม่ลงรอยกันภายในกลุ่มพันธมิตรเอง


