xs
xsm
sm
md
lg

“เจิมศักดิ์” ชำแหละมายาภาพอำนาจรัฐมนตรี ชี้หลายคนเป็นเพียง ‘เด็กฝึกงาน’ ในวงล้อมรัฐราชการ–ทุนใหญ่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง” วิเคราะห์การเมืองไทย ชี้อำนาจ “รัฐมนตรี” ในระบบรัฐสภาหลายครั้งเป็นเพียงภาพลวงตา หลังถูกโครงสร้างราชการและกลุ่มทุนครอบงำ ซัดระบบโควตา–บ้านใหญ่ทำเกิดปรากฏการณ์ “รัฐมนตรีเด็กฝึกงาน” เสี่ยงตกเป็นตรายางเซ็นนโยบาย เสนอปฏิรูปพรรคการเมือง สร้างรัฐมนตรีเงาและทีมที่ปรึกษามืออาชีพ กู้ประสิทธิภาพการบริหารประเทศ

วันนี้ ( 6 มี.ค.)  ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เผยแพร่บทความวิเคราะห์เรื่อง “มายาภาพแห่งอำนาจ ‘มนตรีแห่งรัฐ’: เมื่อรัฐมนตรีเป็นเพียงเด็กฝึกงานในวงล้อมของรัฐราชการและกลุ่มทุน” โดยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของการเมืองไทยภายใต้ระบบรัฐสภา ที่แม้ตำแหน่ง “รัฐมนตรี” หรือ “มนตรีแห่งรัฐ” จะถูกนิยามว่าเป็นผู้ใช้อำนาจบริหารสูงสุดในการขับเคลื่อนประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับถูกจำกัดด้วยกลไกกฎหมาย ระบบราชการ และอิทธิพลทางการเมืองจากกลุ่มทุนและเครือข่ายอุปถัมภ์

ดร.เจิมศักดิ์ ระบุว่า ในทางนิติศาสตร์ “กระทรวง” และ “กรม” ไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่นักการเมืองจะสั่งการได้โดยตรง เนื่องจากองค์กรเหล่านี้เป็นนิติบุคคลที่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ โดยมีปลัดกระทรวงและอธิบดีเป็นผู้ถืออำนาจดำเนินการในทางบริหาร ขณะที่บทบาทของรัฐมนตรีตามกฎหมายระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมีหน้าที่เพียงกำหนดนโยบาย กำกับดูแล และการโยกย้ายบุคลากรเท่านั้น

เมื่อรัฐมนตรีขาดความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มักตกอยู่ในภาวะ “อัมพาตทางข้อมูล” เพราะต้องพึ่งพาข้าราชการประจำที่มีประสบการณ์สูงกว่า ซึ่งในหลายกรณีอาจเกิดพฤติกรรมรับเรื่องไปก่อนแต่ดึงเวลาโดยอ้างข้อจำกัดด้านเทคนิค กฎหมาย หรือข้อสัญญา อีกทั้งยังอาจเกิดการประจบสอพลอเพื่อชี้นำให้รัฐมนตรีลงนามอนุมัติโครงการบางอย่าง จนทำให้รัฐมนตรีกลายเป็นเพียง “ตรายาง” ที่ต้องรับผิดทางกฎหมายในภายหลัง

นอกจากนี้ ยังมีปรากฏการณ์ที่ตำแหน่งรัฐมนตรีถูกจัดสรรตาม “โควตาทางการเมือง” มากกว่าความรู้ความสามารถ ส่งผลให้เกิดสภาวะ “รัฐมนตรีฝึกหัด” ที่ต้องพึ่งพา “พี่เลี้ยงทางการเมือง” อยู่เบื้องหลัง ดังที่สังคมตั้งข้อสังเกตต่อผู้นำหรือรัฐมนตรีรุ่นใหม่บางคน เช่น แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งถูกมองว่าต้องมีผู้คอยกำกับทิศทางการทำงาน

สถานการณ์เช่นนี้ทำให้นโยบายสาธารณะขาดความเป็นอิสระ และเปิดช่องให้กลุ่มทุนหรือผู้ประกอบการเข้ามาแทรกแซงได้ง่าย โดยเฉพาะเมื่อรัฐมนตรีไม่มีทีมงานด้านวิชาการที่เข้มแข็งเพียงพอ จึงอาจพ่ายแพ้ต่อการล็อบบี้หรือการผลักดันผลประโยชน์เชิงนโยบาย ซึ่งท้ายที่สุดจะกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาลโดยรวม

ขณะเดียวกัน ระบบอุปถัมภ์ทางการเมืองยังทำให้รัฐมนตรีจำนวนไม่น้อยมีพันธะต้องตอบแทนผู้สนับสนุนทางการเมือง ผ่านการวิ่งเต้นฝากฝังบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งต่าง ๆ โดยไม่ยึดหลักระบบคุณธรรม (Merit System) ส่งผลให้ประสิทธิภาพของระบบราชการลดลง และยังเสี่ยงนำไปสู่การทุจริตเชิงโครงสร้าง เมื่อถูกตรวจสอบจากสื่อมวลชน ภาคประชาชน องค์กรอิสระ หรือศาลอาญาคดีทุจริต

ดร.เจิมศักดิ์ เสนอว่า หากต้องการให้ตำแหน่ง “มนตรีแห่งรัฐ” กลับมามีความศักดิ์สิทธิ์และมีประสิทธิภาพ ประเทศไทยจำเป็นต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างในหลายด้าน ได้แก่ การสร้างระบบ “รัฐมนตรีเงา” (Shadow Cabinet) ภายในพรรคการเมือง เพื่อเตรียมบุคลากรด้านนโยบายและสะสมองค์ความรู้เกี่ยวกับกลไกของกระทรวงต่าง ๆ ก่อนเข้าบริหารประเทศจริง

พร้อมกันนั้น รัฐมนตรีควรมีทีมที่ปรึกษาทางการเมืองที่เป็นมืออาชีพ ทำหน้าที่วิเคราะห์และกลั่นกรองข้อมูลเพื่อถ่วงดุลกับระบบราชการประจำ ไม่ให้ถูกครอบงำจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง รวมทั้งสังคมควรสร้างมาตรฐานจริยธรรมใหม่ เพื่อให้ผู้ที่ขาดประสบการณ์หรือคุณสมบัติที่เหมาะสมประเมินตนเองก่อนรับตำแหน่ง

“ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ควรเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้งาน แต่ควรเป็นพื้นที่สำหรับผู้ที่มีความพร้อมในการทำงานเพื่อประชาชนกว่า 66 ล้านคน” ดร.เจิมศักดิ์ ระบุ

นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง เพื่อพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เป็นพื้นที่สร้างผู้นำรุ่นใหม่ที่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองจนก้าวขึ้นสู่ระดับชาติได้

ในตอนท้ายของบทความ ดร.เจิมศักดิ์ ระบุว่า การเป็นรัฐมนตรีไม่ใช่รางวัลจากชัยชนะทางการเมือง แต่เป็นภาระความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ หากนักการเมืองยังคงติดอยู่กับการแย่งชิงผลประโยชน์ส่วนตน และไม่เร่งสะสมความรู้เพื่อเท่าทันกลไกของระบบราชการและอิทธิพลของกลุ่มทุน ประเทศไทยก็อาจยังต้องเผชิญกับวงจร “บ้านใหญ่ วิถีเด็กฝึกงาน” ที่สร้างความเสียหายต่อระบบการเมืองและการบริหารประเทศต่อไป.