ตรวจสอบแล้ว ข่าว ผบ.หน่วย BHQ ยื่นคำขาดให้ไทยเปิดด่านเพื่อส่งน้ำมันให้กัมพูชาภายใน 3 วัน ขู่จะส่งทหารมายึดน้ำมันในอ่าวไทย เป็นข่าวปลอม ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง
ตรวจสอบข่าวลือโซเชียล กัมพูชายื่นคำขาดไทย 3 วัน เปิดด่านส่งน้ำมัน พบเป็น “ข่าวปลอม” จากกกรณีที่เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Nakhonthai Sresuk ได้โพสต์ข้อความระบุว่า “ด่วน ล่าสุด..พลเอก “ฮิง บุนเฮียง” ผบ.หน่วย BHQ “เขมร” ยื่นคำขาด.! ให้เวลาไทย 3 วัน.!! ให้รีบเปิดด่าน และ ส่งขาeน้ำมันให้เขมร ถ้าไทยไม่ทำตาม จะสั่งทหาร BHQ 30,000 นาย บุกยึดน้ำมันในอ่าวไทยมาผลิตใช้เองทันที..!! ลั่นรอบนี้เอาจริง เพราะเขมรเดือดร้อนหนักเเล้วอย่าทำให้เหมือนหมาจนตรอก.” โดยข้อความดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างแพร่หลายในหลายเพจเฟซบุ๊กนั้น
จากการตรวจสอบข้อมูลกับแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ในกัมพูชา ไม่พบว่ามีเหตุการณ์หรือคำประกาศลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นแต่อย่างใด อีกทั้งเมื่อตรวจสอบจากสื่อหลักของกัมพูชา ได้แก่ Khmer Times, The Phnom Penh Post, Kampuchea Thmay Daily และ Fresh News ก็ไม่พบการรายงานข่าวตามที่มีการกล่าวอ้างในโพสต์ดังกล่าว
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาที่เผยแพร่ ยังพบความไม่สมเหตุสมผลหลายประการ เช่น กองกำลัง BHQ ซึ่งมีภารกิจหลักในการอารักขาและคุ้มครองผู้นำกัมพูชา มีกำลังพลประมาณ 5,000 นาย ไม่ใช่ 30,000 นายตามที่กล่าวอ้าง และไม่มีศักยภาพทางทหารที่จะบุกยึดแหล่งน้ำมันในอ่าวไทยได้
ขณะเดียวกัน ประเด็นที่อ้างว่ากัมพูชาจะยึดแหล่งน้ำมันไปผลิตใช้เองนั้น ก็แทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันกัมพูชายัง ไม่มีโรงกลั่นน้ำมันเป็นของตนเอง โดยมีเพียงโครงการก่อสร้างที่คาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 3 ปีจึงจะแล้วเสร็จ
สำหรับสถานการณ์ด้านพลังงานที่ผ่านมา เดิมกัมพูชาพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปจากไทยเป็นหลัก เนื่องจากยังไม่มีโรงกลั่นน้ำมันของตัวเอง แต่ภายหลังความตึงเครียดจากปัญหาพรมแดน กัมพูชาได้ตัดสินใจงดนำเข้าน้ำมันจากไทยตั้งแต่วันที่ 22 มิถุนายน 2568 และหันไปนำเข้าจากประเทศอื่นแทน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และจีน
ด้วยเหตุนี้ กัมพูชาจึงไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากไทยมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ทำให้การกล่าวอ้างว่าไทยไม่เปิดด่านส่งน้ำมันจนทำให้กัมพูชาขาดแคลนอย่างหนักนั้น ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง
สรุปได้ว่า ข้อความที่เผยแพร่บนเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข่าวปลอม ซึ่งคาดว่าเจ้าของโพสต์นำมาเผยแพร่เพื่อสร้างกระแสและเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งานบนโซเชียลมีเดีย อันอาจนำไปสู่การสร้างรายได้จากยอดการเข้าชมเท่านั้น.


