'ปราชญ์ สามสี' ออกโรงแฉขบวนการปล่อยข่าวปลอมกรณีสหรัฐฯ ขอใช้สนามบินอู่ตะเภาทำสงครามอิหร่าน ยันไทยไม่มีฐานทัพต่างชาติและมีอธิปไตยเหนือพื้นที่ตัวเอง 100% ชี้ภูมิศาสตร์ห่างไกล-ไร้เหตุผลทางยุทธศาสตร์ วอนสังคมเสพข่าวอย่างมีสติอย่าตกเป็นเครื่องมือสร้างความขัดแย้ง
เมื่อวันที่ 5 มี.ค. เพจ “ปราชญ์ สามสี“ ของนักเขียนและนักวิเคราะห์การเมือง ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ในประเด็นข้อเท็จจริงกรณีข่าวลือสหรัฐฯ ขอใช้สนามบินอู่ตะเภาในการทำสงครามกับอิหร่าน ชี้ ข่าวลือดังกล่าวเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อสร้างความขัดแย้ง การรักษาสมดุลทางการทูตไม่ใช่การเป็น "นกสองหัว" แต่เป็นยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์เพื่อรักษาผลประโยชน์และอธิปไตยของชาติ โดยทางเพจดังได้ระบุข้อความว่า
“กรณีที่มีการปล่อยข่าวลือว่าสหรัฐอเมริกาจะเข้ามาขอใช้สนามบินอู่ตะเภาในประเทศไทย เพื่อเป็นฐานปฏิบัติการทางทหารในการทำสงครามกับอิหร่านนั้น ข้อเท็จจริงแล้วถือเป็น ข่าวปลอมที่มีลักษณะจงใจสร้างความเข้าใจผิดและสร้างความขัดแย้งในประเทศไทย มากกว่าจะเป็นข้อมูลที่มีพื้นฐานจากสถานการณ์จริง
สิ่งหนึ่งที่ต้องเข้าใจก่อนก็คือ สนามบินอู่ตะเภาไม่ใช่ฐานที่มั่นของกองทัพสหรัฐอเมริกา และประเทศไทยก็ ไม่มีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ในประเทศ การใช้สนามบินหรือพื้นที่ทางทหารของไทยโดยประเทศใดก็ตาม ย่อมต้องอยู่ภายใต้การตัดสินใจของรัฐบาลไทยและอธิปไตยของประเทศไทย ไม่ใช่สิ่งที่ประเทศอื่นจะเข้ามาใช้อำนาจกดดันได้ตามใจ
ส่วนหนึ่งหากศึกษาประวัติศาสตร์ชาติไทย จะเห็นได้ชัดว่า ประเทศไทยไม่ได้สูญเสียเอกราช และไม่ได้อยู่ในสถานะผู้แพ้สงครามโลกครั้งที่สองเหมือนบางประเทศ ดังนั้นความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาจึงอยู่บนพื้นฐานของรัฐที่มีอธิปไตยเท่าเทียมกัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ในลักษณะที่ประเทศหนึ่งจะสามารถเข้ามากำหนดทิศทางของอีกประเทศได้
อีกประเด็นหนึ่ง หากพิจารณาในทางภูมิศาสตร์ให้ดีแล้ว ประเทศไทยกับอิหร่านอยู่ห่างไกลกันมาก สหรัฐอเมริกามีตัวเลือกทางยุทธศาสตร์จำนวนมากในภูมิภาคตะวันออกกลางที่จะใช้เป็นฐานปฏิบัติการกดดันอิหร่านโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นฐานทัพของตนเองหรือฐานทัพของพันธมิตรในภูมิภาค ดังนั้นแนวคิดที่จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานการบินเพื่อทำสงครามกับอิหร่านจึงแทบเป็น ตัวเลือกที่ไม่มีเหตุผลรองรับในเชิงยุทธศาสตร์
ที่สำคัญที่สุด ประเทศไทยยังคงรักษาสถานะ ความเป็นกลางในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน และดำเนินนโยบายต่างประเทศในลักษณะรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจมาโดยตลอด
หากย้อนดูประวัติศาสตร์ จะเห็นได้ว่านโยบายต่างประเทศของสยามใช้แนวทางที่เรียกว่า “นโยบายไผ่ลู่ลม” มาอย่างยาวนาน คือการประเมินสถานการณ์โลกอย่างรอบคอบ ปรับตัวตามดุลอำนาจของมหาอำนาจ แต่ยังคงรักษาอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก แนวทางนี้เองที่ทำให้สยามสามารถ รอดพ้นจากการตกเป็นอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตก ในช่วงศตวรรษที่ 19–20 และสามารถยืนหยัดรักษาเอกราชของประเทศไว้ได้
ในมุมมองทางประวัติศาสตร์ระหว่างประเทศ ต้องยอมรับว่า ทั้งสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต่างก็เป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์กับสยามมาอย่างยาวนาน
ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกานั้นมีมาตั้งแต่ยุคต้นของการก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการติดต่อทางการค้าและการทูตตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 และต่อมาได้มีการลงนาม สนธิสัญญาไมตรีและพาณิชย์ระหว่างสยามกับสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1833 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับแรก ๆ ของสหรัฐอเมริกาในเอเชีย และเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ที่ยาวนานระหว่างสองประเทศ
ขณะเดียวกัน ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับอิหร่านก็มีรากฐานที่เก่าแก่ไม่แพ้กัน ย้อนกลับไปได้ถึง สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชในคริสต์ศตวรรษที่ 17 ซึ่งมีชุมชนชาวเปอร์เซียเข้ามามีบทบาทในราชสำนักอยุธยา ทั้งในด้านการค้า การทูต และการบริหารราชการ โดยบุคคลสำคัญอย่าง “เจ้าพระยาเฉกอะหมัด” ก็มีเชื้อสายเปอร์เซีย และตระกูลของเขายังคงมีบทบาทในสังคมไทยมาจนถึงปัจจุบัน
ดังนั้น หากพิจารณาในภาพรวมทางประวัติศาสตร์ ทั้งสหรัฐอเมริกาและอิหร่านต่างก็เป็นมิตรประเทศที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับไทย การที่ประเทศไทยจะรักษานโยบายสมดุลและไม่เลือกข้างในความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจ จึงเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับประวัติศาสตร์การทูตของสยามมาโดยตลอด
แม้ในช่วงหลังจะมีอดีอดีตเสธทหารบางท่านที่ผันตัวไปเล่นการเมือง พยายามออกมา ยุยงปลุกปั่นให้ประเทศไทย"ต้องเลือกข้าง" พร้อมทั้งกล่าวหาว่าไทยมีลักษณะเป็น “นกสองหัว” แต่การกล่าวหาเช่นนั้นก็ถือว่าเป็น ความเข้าใจที่จงใจบิดเบือนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ของสยาม
พฤติการณ์นั้นก็ถือเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าไทยยังยืนอยู่ตรงกลางท่ามกลางความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเวลานี้
เพราะในความเป็นจริงแล้ว แนวทางการรักษาสมดุลระหว่างมหาอำนาจ หรือที่เรียกว่า นโยบายไผ่ลู่ลมของสยาม นั้นเอง ที่ทำให้ประเทศไทยสามารถ รอดพ้นจากการล่าอาณานิคม และยังคงยืนหยัดรักษาเอกราชของชาติไว้ได้จนถึงทุกวันนี้“


