xs
xsm
sm
md
lg

เห็นต่างมุมมอง! "ครูเอวา" ชี้แจงปม "อิสรภาพ vs กตัญญู" ย้ำการยืนด้วยลำแข้งตัวเอง ไม่ขัดกับการรู้คุณคน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กลายเป็นประเด็นถกเถียงร้อนแรงในโลกออนไลน์! จากกรณีไวรัลโควทคำพูดของ "ซีเค เจิง" ซีอีโอ Fastwork ที่ระบุว่าพ่อแม่จะหมดสิทธิ์ควบคุมชีวิตลูกทันที หากลูกสามารถหาเงินและมีที่อยู่เป็นของตัวเองได้ ล่าสุด "ครูเอวา" โค้ชด้านการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ได้ออกมาโพสต์ดึงสติ ชี้คนอยู่เมืองนอกมานานอาจไม่เข้าใจคำว่า "กตัญญู" ย้ำชัดการยืนด้วยลำแข้งตัวเองกับการรู้คุณคนไม่ใช่เรื่องที่ขัดแย้งกัน พร้อมตั้งคำถามกลับสังคม... เราจะยอมทิ้งรากเหง้าที่งดงามของเอเชีย เพื่อไปเลียนแบบวัฒนธรรมอื่นจริงๆ หรือ?

จากกรณี ก่อนหน้านี้ "ซีเค เจิง" CEO ของ Fastwork แพลตฟอร์มให้บริการฟรีแลนซ์ในไทย ออกมาพูดถึงประเด็น "พ่อแม่จะควบคุมคุณได้แค่ 2 วิธี คือ ถ้าคุณใช้เงินเขา หรือ พักอาศัยอยู่กับเขา แต่ถ้าคุณหาวิธีที่เลี้ยงตัวเองได้ เขาจะควบคุมคุณไม่ได้เลย" โดยชาวเน็ตตีความว่า CEO คนดัง ต้องการสื่อสารว่า อิทธิพลหรือการควบคุมที่พ่อแม่มีต่อลูกนั้น มักเกิดจากการพึ่งพาอาศัยกันในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่อง "การเงิน" และ "ที่อยู่อาศัย" ตราบใดที่เรายังต้องใช้เงินของพ่อแม่ หรือยังอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ท่านก็มักจะยังมีส่วนในการตัดสินใจหรือมีอิทธิพลต่อชีวิตเรา

แต่ในทางกลับกัน หากเราสามารถพัฒนาตัวเองจนสามารถหาเงินเลี้ยงดูตัวเองได้ มีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเอง (ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองได้) อำนาจในการควบคุมเหล่านั้นก็จะหายไป และเราก็จะมีอิสระในการใช้ชีวิตและตัดสินใจเรื่องต่างๆ ด้วยตัวเองอย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 4 มี.ค. “ครูเอวา” โค้ชด้านการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ในความหมายของ "ความกตัญญู" ไม่ใช่การมองพ่อแม่เป็นภาระ หรือการยอมให้ท่านมาควบคุมชีวิต แต่คือการรำลึกถึงความเสียสละของท่านที่เปิดทางให้เราเติบโตและยืนหยัดได้ในวันนี้ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"“คนที่เข้าใจคำว่า ‘กตัญญู
เค้าจะ ไม่มองว่าพ่อแม่คือภาระ
เค้ามองว่า
นี่คือคนที่เคย ยอมลำบากเพื่อให้เรามีชีวิต”

..

คนที่ไม่เข้าใจคำว่า “กตัญญู”

ครูเข้าใจนะคะ
ถ้าเป็นคนที่ใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมานาน

เพราะคำนี้
ไม่มีคำที่แปลตรงตัวในภาษาอังกฤษจริง ๆ

เหตุผลไม่ใช่เพราะภาษาไม่พอ
แต่เพราะ รากวัฒนธรรมมันคนละแบบ

โลกเอเชียเน้น
“ความสัมพันธ์และหน้าที่”

แนวคิดหลักคือ

ชีวิตของคนหนึ่ง
ไม่ได้แยกขาดจากครอบครัว

คนเอเชียจึงมองว่า

👉 พ่อแม่ให้ชีวิต
👉 เลี้ยงดู
👉 เสียสละ

ดังนั้นลูกจึงมี
หน้าที่ต้องตอบแทน

แนวคิดนี้ใกล้กับคำว่า

Filial Piety

คือการที่ลูก
เคารพ รู้คุณ ดูแล และตอบแทนบุญคุณ
ของพ่อแม่และบรรพบุรุษ

แนวคิดนี้มีรากมาจากคำสอนของ
Confucius

มีอายุเกือบ 2,500 ปี

และกลายเป็น
แกนศีลธรรมของหลายประเทศในเอเชียค่ะ

..

นักวิชาการตะวันตกจำนวนมาก
มองว่า

“ความกตัญญู” เป็นคุณค่าที่ลึกซึ้งมาก

เพราะมันทำให้มนุษย์
เชื่อมโยงกับอดีตของตัวเอง

ลูกไม่ได้มองตัวเองว่า
“ฉันสร้างตัวเองขึ้นมาเพียงลำพัง”

แต่จะมองว่า
“ฉันยืนอยู่บนความเสียสละของคนก่อนหน้า”

จึงเกิดความคิดแบบนี้

✅ ต้องดูแลพ่อแม่
✅ ต้องรักษาชื่อเสียงครอบครัว
✅ ต้องไม่ทำให้บรรพบุรุษเสียหน้า

.

📍นักวิจัยด้านวัฒนธรรมเคยถามเด็กว่า

“คุณเป็นหนี้ใครในชีวิตมากที่สุด”

เด็กในอเมริกาจำนวนมากตอบว่า
“ตัวเอง
เพราะฉันต้องทำชีวิตของฉันให้ดี”

แต่เด็กเอเชียจำนวนมากตอบว่า
“พ่อแม่”

นี่คือความต่างของ
mental framework
หรือ กรอบความคิดที่ใช้มองโลก

.

และนี่คือจุดที่หลายคน
เข้าใจผิด

ความกตัญญู ไม่ใช่ การยอมให้พ่อแม่ควบคุมชีวิต ค่ะ

แต่คือ

การไม่ลืมว่า
ชีวิตที่เรายืนอยู่วันนี้
มีใครบางคน “ เสียสละ ” มาก่อน

การเติบโต
การยืนบนขาของตัวเอง

กับ การ“ รู้คุณคนที่ให้ชีวิต ”
ไม่ไดเเป็นสิ่งที่ขัดกันเลย แม้แต่น้อยค่ะ

ตรงกันข้าม

คนที่เข้าใจคำว่า “กตัญญู” จริง ๆ

มักจะยิ่งพยายาม
ทำชีวิตของตัวเองให้ดี

เพื่อให้คนที่เสียสละเพื่อเรา

“ ภูมิใจ ”

..

ดังนั้นคำถามที่ครูอยากชวนคิดคือ

ในเมื่อเรามีรากเหง้าวัฒนธรรม
ที่ทำให้ครอบครัวผูกพันกันลึกซึ้ง ขนาดนี้

ทำให้เด็กทุกคน
รู้ว่าตัวเองมาจากไหน

และทำให้มนุษย์
ไม่ลืมบุญคุณของกันและกัน

เราจะอยากทิ้งรากเหง้าที่งดงามแบบนี้
เพื่อไปเลียนแบบวัฒนธรรมอื่น
จริง ๆ หรือคะ?"