xs
xsm
sm
md
lg

"เสธ.เบิร์ด" วิเคราะห์หลังม่านสงคราม สหรัฐฯ-อิสราเอล รื้อกระดานอิหร่าน หวังผลการเมืองมากกว่ายุทธวิธี?

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



เสธ.เบิร์ดได้วิเคราะห์เจาะลึกผ่าน 4 ประเด็นสำคัญ โดยระบุว่าปฏิบัติการ "Epic Fury" ของสหรัฐฯ และอิสราเอล เป็นการฉวย "จังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด" ท่ามกลางความระส่ำระสายภายในของอิหร่าน เพื่อหวังผลทางการเมืองและเป้าหมายสูงสุดคือ Regime Change หรือการเปลี่ยนรัฐบาล

เมื่อวันที่ 3 มี.ค. "พลโท วันชนะ สวัสดี" หรือที่รู้จักในชื่อ "ผู้พันเบิร์ด" หรือ "เสธ.เบิร์ด" รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์ประเมินว่าปฏิบัติการ "Epic Fury" โดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ใช่แค่ภารกิจทำลายล้างทางทหาร แต่คือความพยายาม "รื้อกระดาน" เพื่อเปลี่ยนระบอบการปกครองในอิหร่านโดยอาศัยจังหวะความระส่ำระสายภายในของอิหร่านเป็นตัวเร่ง โดย "ผู้พันเบิร์ด" ได้ระบุข้อความไว้ทั้งหมด 4 EP โดยมีใจความว่า

"สมรภูมิอิหร่าน 2026
EP 1 - เมื่อโอกาสมาถึงจึงเอาไว้ก่อนและเดิมพันสูงกว่าชัยชนะทางการทหาร
ในขณะที่ผมเฝ้าติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะในอิหร่านอย่างใกล้ชิด ผมสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ "สงครามขนาดใหญ่" ที่รุนแรงและซับซ้อนกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ปฏิบัติการ "Epic Fury" ของสหรัฐฯ และอิสราเอล ไม่ได้เป็นเพียงเป็นปฏิบัติการทางทหารที่มีวัตถุประสงค์ที่เจาะจง แต่มันคือการเปิดฉาก "รื้อกระดาน" ครั้งสำคัญที่มีเดิมพันสูงถึงขีดสุด
ซึ่งไม่แน่ใจว่าผู้นำสหรัฐฯ หวังผลขนาดนั้นหรือไม่ เพราะถ้าประวัติศาสตร์มักเดินซ้ำรอยตัวมันเอง ผมในฐานะ ทหาร ก็ไม่เคยเห็นการล้มรัฐบาลสำเร็จจากการใช้กำลังทางอากาศอย่างเดียวเลย
นอกจากนี้ ถ้ามองลึกๆ ดูเหมือนทั้งผู้นำ สหรัฐฯ และผู้นำอิสราเอลอาจต้องการชัยชนะทางการเมือง มากกว่าชัยชนะทางการทหาร
สถานการณ์ล่าสุดขณะนี้พลิกผันรวดเร็วและน่ากังวลอย่างยิ่งครับ ไม่ว่าจะเป็นการสูญเสียผู้นำสูงสุดของอิหร่านในระลอกแรก การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบไปทั่วโลก หรือแม้แต่ความสับสนในสมรภูมิที่ทำให้เครื่องบินสหรัฐฯ ถูกยิงตกในคูเวต รวมถึงการโจมตีต่อเป้าหมายทั้งทางทหารและพลเรือนต่อกลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ ท่ามกลางการจับจ้องของมหาอำนาจอย่างรัสเซียและจีนที่คาดเดาได้ยาก
[เจาะลึกบทวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์จากสื่อระดับโลก]
เพื่อให้พี่น้องคอการทหารได้เห็นภาพ "หลังม่าน" ของสงครามครั้งนี้ ผมได้สรุปและขยายความประเด็นสำคัญจากสื่อหลักระดับโลกมาให้พิจารณากันแบบชัดๆ ดังนี้ครับ:
1. ยุทธศาสตร์ "Decapitation & Regime Change" (วิเคราะห์โดย BBC)
Jeremy Bowen จาก BBC ชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายของสหรัฐฯ และอิสราเอลครั้งนี้ไปไกลกว่าแค่การทำลาย "โรงงานนิวเคลียร์" แล้วครับ แต่มันคือการใช้ "จังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด" (Window of Opportunity) ในขณะที่อิหร่านกำลังเผชิญกับความระส่ำระสายภายในและกระแสประท้วงของประชาชน
มุมมองทหาร: การเลือกสังหารผู้นำระดับสูงคือการตัดวงจรการสั่งการ (C2 - Command and Control) เพื่อให้กองทัพอิหร่านเกิดสภาวะอัมพาตชั่วคราว และบีบให้ระบอบการปกครองล่มสลายจากภายใน แต่ BBC เตือนว่าหากการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่เป็นไปตามแผน "เสรีภาพ" ที่สหรัฐฯ หยิบยื่นให้อาจกลายเป็น "สุญญากาศทางอำนาจ" ที่เลวร้ายกว่าเดิม เหมือนบทเรียนราคาแพงในอิรักและลิเบียครับ
2. สงครามกระเป๋าฉีกและภาวะ "คลังแสงตึงตัว" (วิเคราะห์โดย Al Jazeera News)
ในเชิงเศรษฐศาสตร์สงคราม Al Jazeera เปิดตัวเลขที่น่าตกใจครับ ปฏิบัติการเพียง 24 ชั่วโมงแรก สหรัฐฯ จ่ายไปแล้วกว่า 779 ล้านดอลลาร์ และต้องแบกค่าใช้จ่ายกองเรือบรรทุกเครื่องบินถึงวันละ 6.5 ล้านดอลลาร์ * ประเด็นวิกฤต: ปัญหาไม่ใช่แค่เรื่อง "เงิน" เพราะงบประมาณกลาโหมสหรัฐฯ มีมหาศาล แต่ปัญหาคือ "จำนวนอาวุธ (Inventory)" โดยเฉพาะขีปนาวุธสกัดกั้นอย่าง Patriot หรือ SM-6 ที่ใช้รับมือขีปนาวุธของอิหร่าน อาวุธพวกนี้ผลิตยากและช้ามากครับ หากสงครามลากยาวเกิน 5 สัปดาห์ตามที่ทรัมป์คาดการณ์ สหรัฐฯ อาจตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะต้องสำรองอาวุธเหล่านี้ไว้รับมือกับสถานการณ์ในยูเครนและไต้หวันด้วย นี่คือจุดอ่อนที่อิหร่านอาจใช้ในการทำสงครามยืดเยื้อ (War of Attrition)
จากแหล่งข่าว 2 สำนักทำให้เราคิดต่อได้ว่า
จริงๆ แล้วฝ่ายสหรัฐฯ กับอิสราเอลอาจไม่ได้คิดจุดจบของครั้งนี้ไว้ก็ได้ แต่คิดแค่เพียงโอกาสมาถึงจึงเอาไว้ก่อน โอกาสที่ว่าคือการจบชีวิตของผู้นำของอิหร่าน อันนี้เป็นเพียงบทวิเคราะห์ส่วนตัว
ที่ใน ep ต่อๆ ไปจะนำบทวิเคราะห์อื่นมานำเสนอต่อไป

Ep 2 นิวเคลียร์มีจริงหรือไม่ยังไม่มีใครทราบ แต่ที่จริงเกิดขึ้นแล้วคือความวุ่นวาย
เรามาตามกันต่อกับการติดตามการวิเคราะห์ของสำนักข่าว
1. ผลกระทบย้อนกลับและอุดมการณ์ที่ไม่ตาย (วิเคราะห์โดย Al Jazeera Opinion)
การสังหารผู้นำสูงสุด คาเมเนอี อาจเป็นการ "ชนะศึกแต่แพ้สงคราม" ในระยะยาวครับ Daoud Kuttab เตือนว่าการเด็ดหัวผู้นำในตะวันออกกลางมักจบลงด้วยการได้ผู้นำรุ่นใหม่ที่ "สุดโต่งและประนีประนอมยากกว่าเดิม" * บทเรียนประวัติศาสตร์: การฆ่าตัวบุคคลไม่ได้ฆ่าอุดมการณ์การต่อต้าน (Resistance) และการทำให้รัฐอิหร่านล่มสลายจะสร้างปัญหาคลื่นผู้อพยพและการก่อการร้ายระลอกใหม่ที่จะกระทบไปถึงยุโรปและพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคทันที
ความเห็นส่วนตัว ผมว่าทรัมป์ไม่เข้าใจว่าโครงสร้างอำนาจอิหร่านนั้นต่างจากอิรัก ลิเบีย และเวเนซุเอลา
2. ความสับสนในวอร์รูมและนโยบาย "Israel First" (วิเคราะห์โดย CNN)
ประเด็นนี้สำคัญมากครับ CNN รายงานถึงความขัดแย้งในการสื่อสาร (Mixed Messaging) ภายในรัฐบาลทรัมป์ ระหว่างรัฐมนตรีกลาโหม Pete Hegseth และรัฐมนตรีต่างประเทศ Marco Rubio
ความย้อนแย้งทางการเมือง: ในขณะที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามบอกว่านี่คือการโจมตีเพื่อป้องกันภัยคุกคามที่จวนตัว (Imminent Threat) แต่ CNN ชี้ให้เห็นว่าหลักฐานข่าวกรองกลับไม่ชัดเจนพอ ทำให้เกิดคำถามว่านี่คือการทำสงครามเพื่อผลประโยชน์ของอเมริกาจริงๆ หรือเป็นการดำเนินนโยบาย "Israel First" เพื่อช่วยพยุงสถานะทางการเมืองของเนทันยาฮูกันแน่ นอกจากนี้ ทรัมป์ยังส่งสัญญาณที่ขัดกันเอง ระหว่างการบอกว่า "ไม่ต้องการเปลี่ยนระบอบการปกครอง" แต่กลับโพสต์สนับสนุนให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นมายึดอำนาจคืน ซึ่งสร้างความสับสนให้กับทั้งพันธมิตรและศัตรูในสมรภูมิอย่างมากครับ
ความเห็นส่วนตัวผมมองว่าสงครามครั้งนี้กำลังเดินเข้าสู่จุดหักเหที่อันตรายที่สุด การใช้กำลังทหารอาจจะดูเด็ดขาดในจอโทรทัศน์ แต่ในความเป็นจริง "ชัยชนะที่เบ็ดเสร็จ" ในตะวันออกกลางนั้นแทบไม่มีอยู่จริง เพราะผมประเมินว่าอิหร่านอาจจะยังไม่มีนิวเคลียร์จริงๆ เหมือนกรณีอิรัก แต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ต่างหาก คือ "ของจริง" ที่โลกต้องแบกรับ โดยจะเป็นอีกครั้งที่เราจะได้เห็นแรงเสียดทานในสนามรบทำงาน และจะทำให้ผลของปฏิบัติการที่ทางสหรัฐฯ และอิสราเอลหวังไม่เป็นไปตามนั้น
มีอะไรน่าสนใจอีกเยอะครับ มารออ่านกันต่อในตอนต่อไปได้เลยครับ

EP3 ทำไมอิหร่านไม่ยอมจำนน
ถ้าพูดกันตามตรง แม้ว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเป็นคนที่ค่อนข้างสุดโต่ง และคาดเดาได้ยาก แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากจากที่ผมสังเกตมา คือทรัมป์ตามแนวคิด The Art of the Deal (หนังสือที่ทรัมป์เขียน) เป็นคนที่มองทุกสัมพันธ์และนโยบายเป็น “ข้อตกลงหรือการเจรจา” ที่เน้นผลประโยชน์ที่เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากกว่าอุดมการณ์ โดยเน้นหลักการ win-win ภายใต้การแลกเปลี่ยน (give and take) การกดดันและการสร้างอำนาจต่อรอง โดยเน้นผลลัพธ์ระยะสั้นมากกว่า ระยะยาว ดังนั้น สำหรับการวิเคราะห์ส่วนตัวผม มันชัดตั้งแต่กลางเดือน ก.พ. 69 แล้วว่า ปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้ และจากบทวิเคราะห์ของ CNN เผยแพร่เมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2026 ที่วิเคราะห์ 4 สาเหตุที่อิหร่านยังคงปฏิเสธที่จะ "ยอมจำนน" โดยจำแนกเหตุผลหลัก 4 ประการ ดังนี้:
1. ศักดิ์ศรีแห่งชาติและอธิปไตย (National Pride & Sovereignty)
สำหรับรัฐบาลเตหะราน โครงการนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องเทคโนโลยีหรืออาวุธ แต่มันคือ "สัญลักษณ์ของความเป็นชาติสมัยใหม่"
• อารยธรรม 2,500 ปี: อิหร่านมองว่าตนเองเป็นมหาอำนาจทางประวัติศาสตร์ที่มีอารยธรรมเก่าแก่เทียบเท่ากรีกและโรมัน ไม่ใช่ประเทศเล็กๆ ที่จะยอมให้มหาอำนาจตะวันตกมาชี้นิ้วสั่ง
• เสาหลักของระบอบ: การครอบครองเทคโนโลยีนิวเคลียร์ถือเป็นความสำเร็จพื้นฐานของรัฐบาลอิสลาม หากยอมละทิ้งไปง่ายๆ ฝ่ายอนุรักษนิยมในประเทศจะถือว่าเป็นการ "ขายชาติ" หรือเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่
2. การเดิมพันด้วยเกมเจรจา (Banking on a Deal)
แม้ทรัมป์จะใช้ไม้นวมและไม้แข็งควบคู่กัน แต่อิหร่านกำลังใช้ยุทธวิธี "วัดใจ" (Game of Chicken):
• มองว่าทรัมป์ไม่อยากทำสงครามยาว: อิหร่านประเมินว่าการเสริมกำลังทหารของทรัมป์เป็นเพียง "การสร้างอำนาจต่อรอง" (Leverage) ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะบุกยึดประเทศจริง เพราะทรัมป์เน้นนโยบายอเมริกาต้องมาก่อนและไม่ต้องการสูญเสียทรัพยากรไปกับสงครามที่ไม่สิ้นสุด
• ข้อเสนอทางเศรษฐกิจ: อิหร่านพยายามชี้ให้เห็นว่าหากเจรจากันได้สำเร็จ ตลาดอิหร่านที่มีผู้บริโภคกว่า 92 ล้านคน และทรัพยากรน้ำมันมหาศาล จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ยอดเยี่ยมสำหรับทรัมป์ที่ชื่นชอบการทำดีลธุรกิจ
3. นิวเคลียร์ในฐานะ "เครื่องมือป้องปราม" (Deterrence)
แม้ผู้นำสูงสุดของอิหร่านจะเคยประกาศคำสั่งทางศาสนา (Fatwa) ว่าจะไม่สร้างระเบิดนิวเคลียร์ แต่การมีศักยภาพที่ "พร้อมจะสร้างได้ทันที" (Nuclear Threshold State) คือไพ่ตายสำคัญ:
• อำนาจต่อรอง: การมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าทำให้อิหร่านมีน้ำหนักในการเจรจา หากยอมยกเลิกทั้งหมด อิหร่านเชื่อว่าจะถูกสหรัฐฯ และอิสราเอล "รุกราน" หรือ "บีบคั้น" ได้ง่ายขึ้นในอนาคต
4. บทเรียนจากความขัดแย้งในอดีต
ยุทธศาสตร์ของอิหร่านเคยผิดพลาดมาแล้วเมื่อตอนที่ทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 ในสมัยวาระแรก ซึ่งทำให้อิหร่านตอบโต้ด้วยการเร่งเสริมสมรรถนะยูเรเนียมจนเกือบถึงระดับอาวุธ (90%)
• ผลกระทบจากการโจมตี: การที่อิสราเอลและสหรัฐฯ เคยเปิดฉากโจมตีทางอากาศในอิหร่านช่วงมิถุนายน 2025 (ในการสู้รบ 12 วัน) ทำให้อิหร่านรู้ซึ้งถึงความเสียหาย แต่นักวิเคราะห์มองว่านั่นยิ่งทำให้เตหะรานเชื่อว่า "การยอมจำนนโดยไม่มีหลักประกันที่ชัดเจน จะยิ่งนำไปสู่จุดจบของระบอบปกครอง

Ep 4 บทสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จากการสู้รบที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นชัดว่าทรัมป์ไม่เข้าใจอิหร่าน และอิหร่านก็ประเมินทรัมป์ต่ำไปหน่อย โดยเฉพาะถ้าดูจากการจัดยุทโธปกรณ์ในพื้นที่ตะวันออกกลางที่เป็น pattern คล้ายเมื่อกลางปีก่อน
ดังนั้น เมื่อ สตีฟ วิตคอฟฟ์ (Steve Witkoff) ทูตพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กลับมาบอกทรัมป์ว่าดีลไม่น่าจะเกิด เพราะขนาดเสนอให้อิหร่านหยุดพัฒนานิวเคลียร์เป็นเวลา 10 ปี และทางสหรัฐฯ จะออกค่าใช้จ่ายเรื่องเชื้อเพลิงที่ต้องใช้ให้แทน ทางอิหร่านก็ยังไม่ยอม (จริงๆ สหรัฐฯ ขอครอบคลุมไปถึงเรื่องการทหารอย่างอื่นอีกด้วย) เหมือนกับที่ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน อับบาส อารักชี ตอบสั้น และทรงพลัง ผ่านสื่อว่าอิหร่านจะไม่ยอมจำนน "เพราะเราคือคนอิหร่าน"
เมื่อช่องว่างระหว่างความต้องการของ "เจ้าแห่งการทำดีล" (ทรัมป์) และ "รัฐที่ยึดถือศักดิ์ศรีและอุดมการณ์" (อิหร่าน) กำลังดำเนินไปถึงจุดชี้ขาด บวกกับแรงเชียร์ที่ไม่เคยหยุดจากนายกรัฐมนตรีอิสราเอล ทรัมป์จึงยิ่งกว่ามั่นใจว่าดีลไม่เกิด และไม่ยอมเสียเวลาอีกต่อไป เพราะมันมีโอกาสที่ไม่ควรพลาดคือการประชุมสำหรับผู้นำระดับสูงของอิหร่านในวันที่ 28 กพ.ที่ผ่านมา เรื่องราวจึงนำไปสู่การโจมตีที่เกิดขึ้น ซึ่งทั้งทรัมป์และเนทันยาฮูรู้ดีว่าส่งผลต่อ อนาคตความมั่นคงในตะวันออกกลาง และเส้นทางการเมืองของทั้งสอง
ในฐานะนักการทหาร เมื่อบริบทนำมาสู่จุดนี้ และไม่มีการกำหนดสภาวะสุดท้ายหรือเป้าหมายที่ต้องการอย่างชัดเจน ความขัดแย้งโดยกำลังทหาร และความโกลาหล จะเกิดขึ้นแน่นอนในตะวันออกกลาง และคงไม่ส่งผลประเทศไทยเราด้วย
ใน episode หน้า ผมจะมาวิเคราะห์ว่า ทำไมต้องเป็นวันที่ 28 ก.พ.ที่เริ่มโจมตี และทำไมทั้ง 2 ผู้นำยังมั่นใจว่าจะชนะทั้งที่เป้าหมายที่ต้องการคือการเปลี่ยนรัฐบาลอิหร่านโดยไม่มีการสูญเสียขนาดใหญ่นั้นเป็นไปได้"