xs
xsm
sm
md
lg

'หมอยง' เตือนสติวงการแพทย์ วลี "อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ" ซ่อนจริยธรรมสีเทา จี้คุมเข้มสปอนเซอร์บริษัทยา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ออกมาเตือนสติวงการแพทย์ผ่านวลีฮิตขำขัน "อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ" ชี้การรับสปอนเซอร์จัดเลี้ยงหรือของที่ระลึกจากบริษัทยา แม้เพียงเล็กน้อยก็อาจสร้าง "ความลำเอียงแฝง" (Unconscious bias) ที่ส่งผลต่อการสั่งยาและรักษาคนไข้ได้ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดระเบียบ ควบคุมการตลาดที่แฝงมากับงานวิชาการอย่างเด็ดขาด เพื่อป้องกันปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษาความเชื่อมั่นจากสังคม

เมื่อวันที่ 1 มี.ค. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ยง ภู่วรวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์และไวรัสวิทยา ออกมาโพสต์ข้อความ ในประเด็น วลี "อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ" ที่มักใช้แซวกันในวงการแพทย์เมื่อมีสปอนเซอร์ดูแลค่าอาหารในงานประชุมวิชาการนั้น แท้จริงแล้วซ่อนประเด็นอ่อนไหวทางจริยธรรม โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน (Conflict of Interest) และ ความโปร่งใส (Transparency) ทั้งนี้ “หมอยง” ได้ระบุข้อความว่า

“คำว่า อิ่มจัง ตังค์อยู่ครบ ที่ได้ยินพูดแบบขำๆ แซวกันในวงการแพทย์ มีงานเลี้ยงประชุม มีสปอนเซอร์ดูแลค่าอาหาร ในวงการแพทย์ไทยมักมีงานประชุมวิชาการ งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ยา สิ่งที่สำคัญจะต้องคำนึงถึงจริยธรรม โดยเฉพาะผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ conflict of interest

สิ่งที่สำคัญจะต้องคำนึงถึง Professional integrity และ ความโปร่งใส Transparency in sponsorship

Conflict of Interest (COI) แม้อาหารจะมูลค่าเล็กน้อย แต่จะต้องตั้งคำถามว่า การรับประโยชน์เล็กน้อยมีผลต่อการตัดสินใจโดยเฉพาะ เกิด unconscious bias หรือไม่ ผู้ป่วยจะมองอย่างไรถ้าทราบว่าแพทย์รับการสนับสนุนจากบริษัทที่ผลิตยาที่ตนสั่งใช้

ผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ได้หมายความว่ามีการทุจริต แต่ตามหลักจิตวิทยาสังคม มนุษย์มีแนวโน้มตอบแทนผู้ให้ (reciprocity norm) แม้เป็นอาหารกล่องก็อาจจะมีผลต่อ subtle influence เปิดใจรับข้อมูลมากขึ้น จดจำชื่อผลิตภัณฑ์ได้ดีขึ้น มีแนวโน้มทดลองใช้ยาใหม่ จึงเป็นจริยธรรมสีเทาเกิดขึ้นได้

ความซื่อสัตย์ในวิชาชีพ ในการรักษาคนไข้เราตัดสินใจเพราะมีหลักฐานทางวิชาการ หรือความสัมพันธ์กับบริษัทยา ดังนั้นในการรักษาเราจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของคนไข้เป็นสิ่งแรก ตามหลักฐานของวิชาแพทย์ อย่างโปร่งใส
ในความเป็นแพทย์ได้รับความไว้วางใจจากสังคม สังคมอาจตั้งข้อสงสัยว่าแพทย์ได้รับผลประโยชน์จากบริษัท เกิดความเข้าใจว่าสั่งยาแพงเพราะมีแรงจูงใจ หรือได้รับอิทธิพลจากบริษัทยา แม้ในความจริงแพทย์อาจไม่ได้ลำเอียงเลยก็ตาม

ดังนั้นภาพลักษณ์และความโปร่งใสจึงมีความสำคัญในวงการแพทย์ ของเล็กๆน้อยๆ อาจจะมีผลกระทบใหญ่หลวง (Small Gift, Big Impact) การแจกปากกาที่มีชื่อยา เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน

ในปัจจุบันจึงจำเป็นที่จะมีองค์กรเข้ามาควบคุม เช่น องค์การอาหารและยา แพทยสภา โรงพยาบาล หรือมหาวิทยาลัย ราชวิทยาลัย ต้องควบคุม scientific content ออกจาก marketing ด้วยความโปร่งใส ควบคุมทางฝ่ายผู้รับ ในขณะเดียวกัน ผู้ให้ ก็จำเป็นที่จะมีองค์กรที่จะเข้ามาควบคุม โดยมี Code of Conduct และจะต้องกำหนดแนวทางการสนับสนุนการศึกษา ห้ามให้ของขวัญที่ไม่เกี่ยวข้องทางวิชาการ มีองค์กรเช่น PhRMA ที่มี code ค่อนข้างเข้มงวด เช่น ห้ามให้ของขวัญที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแพทย์ อนุญาตเฉพาะการสนับสนุนที่มีวัตถุประสงค์ทางวิชาการ จำกัดรูปแบบอาหาร (ต้อง “modest” ไม่ฟุ่มเฟือย) ห้ามจัดเลี้ยงในสถานที่หรูหราเพื่อการตลาด การสนับสนุนทางวิชาการก็ไม่ควรจำเพาะเจาะจงตัวตน เช่นสนับสนุนไปฟังการบรรยายวิชาการของสมาคม โดยเฉพาะในต่างประเทศ การโฆษณายาในสถานที่สาธารณะเช่นรถไฟฟ้าใต้ดินยังเห็นมีการโฆษณาวัคซีน ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ องค์กรที่สำคัญที่จะต้องเข้ามาควบคุมโดยเฉพาะองค์กรอาหารและยา ว่าเป็นการโฆษณาเกินเลยหรือไม่ เพราะราคายามีราคาแพงมากโดยบวกค่าโฆษณาเข้าไป”