xs
xsm
sm
md
lg

80 ปีสิ้นสุดสงครามโลก สืบทอดความทรงจำ 'ทางรถไฟสายมรณะ' กาญจนบุรี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพ: AHG Strategies Limited (Hong Kong)
MGR Online: เรื่องราวของ “ทางรถไฟสายมรณะ” เป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งสะท้อนโศกนาฏกรรมของสงครามโลกครั้งที่สอง

ในโอกาสครบรอบ 80 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทีมงานถ่ายทำภาพยนตร์จากไทยและจีน ซึ่งริเริ่มโครงการโดย AHG Strategies Limited (Hong Kong) ได้เดินทางมายัง จ. กาญจนบุรี เพื่อถ่ายทอดบทเรียนทางประวัติศาสตร์ และสร้างความตระหนักถึงผลกระทบของสงคราม พร้อมส่งเสริมคุณค่าของแหล่งมรดกทางประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในระดับสากล

ทางรถไฟสายมรณะ
เส้นทางรถไฟยุทธศาสตร์ที่กองทัพญี่ปุ่นสร้างขึ้น เพื่อลำเลียงเสบียงและกำลังพลจากไทยไปพม่า กองทัพญี่ปุ่นเริ่มสำรวจเส้นทางตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2485 หลังจากประสบปัญหาการขนส่งทางทะเล โดยเจรจากับรัฐบาลไทยให้สร้างจากหนองปลาดุก (นครปฐม) ผ่านกาญจนบุรี ไปตันบูซายัด (พม่า) ยาว 415 กิโลเมตร


กองทัพญี่ปุ่นเกณฑ์เชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร 61,700 คน จากอังกฤษ ออสเตรเลีย ฮอลแลนด์ สหรัฐอเมริกา รวมถึงกรรมกรชาวเอเชียกว่า 200,000 คน เพื่อสร้างทางรถไฟ แรงงานเผชิญสภาพป่าดงดิบชื้น ขาดอาหารและน้ำสะอาด ทำงานวันละ 12-18 ชั่วโมง เกิดโรคระบาด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 100,000 คน

นายทหารญี่ปุ่นบังคับให้ทำงานเร่งด่วนตามคำสั่ง “เร็วกว่าความตาย” โดยใช้วิธีลงโทษด้วยการตี ฝังทั้งเป็น หรือตัดคอ สะพานข้ามแม่น้ำแควสร้างเสร็จและเปิดใช้เมื่อ 25 ธันวาคม 2486 และถูกทิ้งระเบิดโดยฝ่ายสัมพันธมิตรในปีถัดมา

ปัจจุบัน เส้นทางรถไฟสายนี้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะสะพานข้ามแม่น้ำแคว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่รู้จักกันทั่วโลก


สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก
หลังสงครามสิ้นสุดลง ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รวบรวมและฝังศพผู้เสียชีวิตจากความโหดร้ายของสงคราม ไว้ ณ สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรัก ในจังหวัดกาญจนบุรี โดยมีทหารเครือจักรภพมากกว่า 5,000 นาย และทหารชาวดัตช์ประมาณ 1,900 นาย ถูกฝังอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ทหารจำนวนมากเสียชีวิตขณะมีอายุเพียง 20 กว่าปีเท่านั้น


พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึก
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้รวบรวมประวัติศาสตร์สงครามโดยญี่ปุ่น–อังกฤษ–ออสเตรเลีย–ไทย–เนเธอร์แลนด์ อาคารพิพิธภัณฑ์ถูกสร้างขึ้นให้มีลักษณะเหมือนกระท่อมมุงจาก ซึ่งจำลองที่พักอาศัยของเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรในอดีต ภายในจัดแสดงภาพถ่าย
ทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก ที่บันทึกเหตุการณ์การก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะไทย–พม่า โดยเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตร

ตามการคาดการณ์ของวิศวกรญี่ปุ่นในขณะนั้น โครงการก่อสร้างทางรถไฟ น่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีจึงจะแล้วเสร็จ แต่ว่ากองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่น ได้บังคับให้เชลยศึกและแรงงานสร้างทางรถไฟให้เสร็จภายในเวลาเพียง 16 เดือนเท่านั้น


ศูนย์ประวัติศาสตร์ช่องเขาขาด
เส้นทางที่ยากลำบากและโหดร้ายที่สุดของทางรถไฟสายมรณะ ในอดีตการเจาะภูเขาบริเวณนี้ต้องอาศัยแรงงานคนเป็นหลักโดยใช้เพียงเครื่องมือพื้นฐาน เช่น ค้อนและสิ่ว กองทัพญี่ปุ่นได้เร่งรัดก่อสร้างทางรถไฟให้เสร็จโดยเร็ว เชลยศึกถูกบังคับให้ทำงานตลอดทั้งวันยันค่ำมีเพียงตะเกียงน้ำมันและไม้ไผ่ที่เผาไฟเพื่อส่องสว่างสภาพการทำงานที่โหดร้ายดั่งนรก จนเป็นที่มาของชื่อ “ช่องเขาไฟนรก”(Hellfire Pass)


บันทึกประวัติศาสตร์ ณ แผ่นดินไทยที่ล่วงเข้าสู่ 80 ปี ได้ข้ามผ่านความทรงจำของความโหดร้ายของสงครามไปสู่การตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพ เวลาได้เปลี่ยนความเจ็บปวดเป็นวุฒิภาวะ ดุจเดียวกับบรรดาทหารและเชลยศึกที่สงบนิ่ง ณ อนุสรณ์สถานกาญจนบุรี
การรำลึกถึงอดีตจึงไม่ใช่เพื่อ “รื้อฟื้น” แต่เพื่อ “เรียนรู้” ไม่ให้ความผิดพลาดเกิดขึ้นซ้ำรอยขึ้นอีก เหมือนกับข้อความที่เขียนไว้ ในศูนย์ประวัติศาสตร์ว่า “Forgive but not Forget” (ให้อภัยแต่ไม่ลืม).