รายงานพิเศษ
“ที่ผ่านมาทั้งผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และ SME ไทย อยู่ในสภาวะเหมือนเป็นผู้ป่วยติดเตียงทางเศรษฐกิจ แต่เราอยู่ในห้องไอซียู ที่ได้รับออกซิเจนแบบเดี๋ยวมาเดี๋ยวขาดไม่เป็นระบบ แล้วอยู่ดี ๆ ก็ยังอาจต้องเปลี่ยนเตียงเพราะเตียงพังตลอด หมอก็มาบ้างไม่มาบ้าง ใครมองเข้ามาจากกระจกด้านนอกห้องก็รู้แล้วว่า ยังไงมันก็ตายแน่ ๆ”
ธนวิชญ์ ต้นกันยา นายกสมาคมสตาร์ทอัพไทย (Thai Startup) เปรียบเทียบสถานการณ์ของกลุ่มผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และผู้ประกอบธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางในประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า อยู่ในสภาพที่เป็นเหมือนผู้ป่วยวิกฤตที่กำลังนอนรอความตาย เพราะต้องเผชิญกับปัญหาการทำธุรกิจที่ผู้ประกอบการไทยอยู่ในภาวะเสียเปรียบแพลตฟอร์มต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มทุนสีเทา ที่ใช้ประเทศไทยเป็นพื้นที่สำคัญในการฟอกเงิน
ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง 2569 ที่ผ่านมา ธนวิชญ์และกลุ่มผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กชาวไทยอีกหลายสมาคม ได้พยายามส่งสารถึงทุกพรรคการเมืองอย่างชัดเจน ว่ารัฐบาบลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้ง จำเป็นต้องมีนโยบายในการกำกับดูแลผู้ประกอบการต่างชาติให้แข่งขันอยู่ในกติกาเดียวกันกับผู้ประกอบการไทย เพื่อช่วยผู้ประกอบการไทยออกจากห้องไอซียู เพราะหากปล่อยไว้เช่นนี้ เศรษฐกิจไทยจะดิ่งลงเหวมากไปกว่านี้ เพราะผู้ประกอบการต่างชาติจำนวนมากที่มาเปิดกิจการในไทย เป็นการทำธุรกิจนอกระบบ ไม่ต้องเสียภาษีให้รัฐบาลไทย ขายสินค้าที่ไม่ต้องมีมาตรฐานรับรอง หรือสามารถขายสินค้าในราคาที่ต่ำมากเพราะใช้เป็นเส้นทางในการฟอกเงินจากธุรกิจสีเทา ซึ่งทั้งหมดนี้ ทำให้สินค้าไทยไม่สามารถแข่งขันได้ แถมเงินของธุรกิจนอกระบบพวกนี้ก็ไหลออกนอกประเทศไทยไปหมด
“เราพร้อมทำงานกับทุกรัฐบาล เราเป็นกลางทางการเมือง ดังนั้น หากต้องการผลักดันให้เศรษฐกิจไทยไปรอด สิ่งที่เราอยากเห็นจากรัฐบาลชุดใหม่ทันที คือ เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาล”
“รัฐบาลใหม่ ต้องมีจุดยืนให้ชัดว่า ไม่เอาทุนเทา ผมคิดว่านี่คือจุดยืนที่ใหญ่ที่สุด เพราะถ้าเราเป็นประเทศที่ทุนเทามันเติบโตได้ง่าย มันก็เป็นตัวกำหนดว่าเราเป็นประเทศที่อ่อนแอ”
ในมุมของผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ ธนวิชญ์ ตีความหมายของคำว่าทุนเทากว้างไปกว่าการจัดการกับแก๊งสแกมเมอร์ที่มาหลอกลวงเงินจากประชาชนไป แต่เขามองว่า สาเหตุที่สแกมเมอร์ยังออกอาละวาดอยู่ได้ในประเทศไทย เป็นผลพวงเกี่ยวเนื่องมาจากปัญหาเชิงโครงสร้าง มีคอร์รัปชันสูง ความอ่อนแอของระบบราชการที่ต้องใช้เงินมากำหนดเส้นทางในการเติบโตหรือให้คุณให้โทษ รวมไปถึงระบบการเมืองที่ต้องพึ่งพากลุ่มอิทธิพลต่าง ๆ ในการเข้าสู่อำนาจ
“สำหรับผมคำว่าคุณเทา มันลึกไปจนถึงการคอร์รัปชันในประเทศ เพราะถ้าคุณกล้าคอร์รัปชัน คุณจะกล้ารับเงินใต้โต๊ะสีเทา”
“สมมุติผมบอกว่า ร้านอาหารของคนไทยกำลังเปิดแข่งขันกันอยู่ดีดี มีร้านอาหารต่างชาติมาเปิดใหม่ แต่เขาขายได้ถูกมาก ขายขาดทุนก็ยังได้ เพราะเจตนาของการเปิดร้านคือ การเอาเงินสีเทามาฟอก เช่นเดียวกันเขาจะทำแพลตฟอร์มใหม่ที่เอาเงินสีเทามาลง แล้วแพลตฟอร์มมันก็โตเร็วกว่าของคนไทย เพราะเงินที่ใช้มันยอมแบกภาระขาดทุนได้ แบบนี้ธุรกิจไทยก็ตายหมด”
“แล้วประเทศไทยก็กลายเป็นโรงงานฟอกขาว เป็นสวรรค์ของการฟอกเงิน อยากให้เห็นว่า การมาโกงเงินคนของเราออกไปมันเป็นส่วนหนึ่ง แต่ส่วนสำคัญคือเรากำลังปล่อยให้เขาเงินสีเทามาเป็นธุรกิจฟอกขาวให้เขา แต่คนทำธุรกิจที่เป็นคนไทยเอง กลัวต้องอยู่ในกติกาที่เป็นสีขาวอย่างเข้มงวดมาตั้งแต่ต้นทาง แบบนี้ ต้นทุนทางการเงินมันก็สู้กันไม่ได้อยู่แล้ว” นายกสมาคมสตาร์ทอัพไทย ยกตัวอย่างให้เห็นภาพว่าทำไมเขาจึงต้องการเห็นเจตจำนงที่ชัดเจนของรัฐบาลชุดใหม่
ธนวิชญ์ ต้นกันยา ยังยกตัวอย่างที่ทำให้เห็นได้เลยว่า เมื่อไม่มีเจตจำนงที่ชัดเจนจากฝ่ายการเมือง การตรวจสอบหรือการกำกับดูแลจากฝ่ายราชการก็อ่อนแอลงไปด้วย
“ผมยกตัวอย่างเช่นร้านอาหารที่กลุ่มทุนต่างชาติมาเปิดตรงแถวย่านรัชดา คือการที่จะมาเปิดได้มันก็มีนอมินีอยู่แล้ว ถามว่าหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายรู้ไหม จริง ๆ คุณแค่เห็นร้านเปิดก็รู้แล้วร้านนี้เป็นแบบนี้แน่นอน จะจัดการยังไงกับร้านนี้ก็คงไม่ต้องบอกเพราะมันมีกระบวนการอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ก็เรียกตรวจสอบได้ แต่คำถามคือ เจ้าหน้าที่กล้าเข้าไปตรวจสอบมั้ยถ้าไม่มีคำสั่ง ไม่มีไฟเขียว หรืออาจจะเลวร้ายกว่านั้นด้วยซ้ำ คือ มีสัญญาณลงมาว่าไม่ให้เข้าไปยุ่งเลย ... นี่เป็นเหตุผลที่เราอยากได้ยินเจตจำนงที่ชัดเจนจากผู้กุมอำนาจรัฐ”
ถัดจากความต้องการเห็นเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนว่ารัฐบาลไทยจะจัดการกับกลุ่มทุนสีเทา นายกสมาคมสตาร์ทอัพไทย ยังมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมซึ่งต้องการให้รัฐบาลใช้เป็นนโยบายและแนวทางในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยทันที 3 ขั้น คือ
ขั้นแรก ... อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลต้องไม่ปล่อยให้ผู้ประกอบการไทยอยู่ในภาวะที่เสียเปรียบผู้ประกอบการต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มแพลตฟอร์มต่างชาติต่าง ๆ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการมีมาตรการบังคับให้แพลตฟอร์มต่างชาติต้องเปิดรายได้ที่ได้มาจากการเปิดใช้ในประเทศไทยซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยต้องเปิดเผย จากนั้นจึงจะสามารถใช้มาตรการทางภาษีที่ต้องเก็บจากต่างชาติเหมือนที่เก็บจากผู้ประกอบการไทย เพื่อให้มีต้นทุนไม่ต่างกัน ต้องลงมาแข่งขันอยู่ในสนามเดียวกัน
ขั้นที่สอง ... เป็นแนวทางที่ใช้กันในระดับสากล คือ รัฐบาลควรมีนโยบาย “ให้แต้มต่อ” กับผู้ประกอบการในประเทศก่อนด้วยการให้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่มากกว่าผู้ประกอบการต่างชาติ เหมือนเราลงสนามแข่งในฐานะ “ทีมเจ้าบ้าน” ซึ่งแน่นอนว่าในปัจจุบันนี้ ผู้ประกอบการของไทยไปลงทุนในต่างประเทศ ก็ต้องยอมรับเงื่อนไขที่เสียเปรียบเจ้าถิ่นเช่นกัน
ขั้นที่สาม ... เมื่อรัฐบาลพบว่าผู้ประกอบการต่างชาติหรือแพลตฟอร์มต่างชาติมีรูปแบบการประกอบการที่ผิดกฎหมาย หรือเป็นช่องทางเผยแพร่ข่าวสารให้กลุ่มมิจฉาชีพก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดทันที ไม่ว่าจะเป็นความผิดเล็กหรือใหญ่ เช่น พบความผิดปกตืในการขายสินค้าไม่ผ่านมาตรฐานอุตสาหกรรม พบความผิดปกติในการขายสินค้าขาดทุน หรือเป็นแม้แต่ถูกใช้เป็นช่องทางในการเผยแพร่ธุรกิจผิดกฎหมายที่หาได้ง่ายในพื้นที่สาธารณะ อย่างน้อยรัฐก็ต้องสั่งให้เขาจัดการกับสิ่งเหล่านั้น และหากเขาไม่จัดการ รัฐบาลไทยก็ต้องใช้อำนาจทางกฎหมายมาดำเนินการลงโทษหรือสั่งปิดไป
“สิ่งที่เราต้องการ ไม่ได้บอกให้รัฐต้องไปแก้กฎหมายอะไรเลย ถ้ามีเจตจำนงทางการเมืองชัดเจน รัฐบาลก็แค่บังคับใช้กฎฆมายให้ซื่อตรงเท่านั้น”
“ขั้นแรก รัฐต้องสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม และถ้าดีไปกว่านั้นได้อีก เราก็ควรสร้างสนามแข่งขันที่เราได้เปรียบในฐานะทีมเหย้า ... แต่ในข้อเท็จจริงวันนี้ เราไม่ต้องบอกว่าเราจะได้เปรียบมั้ย เพราะเอาแค่ขออยู่ในสนามที่เท่าเทียมเรายังทำไม่ได้เลย และที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือ เรายังปล่อยให้พอแพลตฟอร์มต่างชาตินำพาแก๊งสแกมเมอร์ทุนเทามาหลอกเงินคนไทยอีกด้วย สรุปคือนอกจากผู้ประกอบการไทยจะเสียเปรียบแล้ว ประชาชนและประเทศก็ยังต้องมาเสียประโยชน์ไปอีก เพราะทุนเทาไม่ถูกจัดการเลย” ธนวิชญ์ อธิบายเพิ่มเติม
จากหลายตัวอย่างที่นายกสมาคมสตาร์ทอัพไทย หยิบยกขึ้นมาอธิบาย จะเห็นได้ชัดเจนว่า ผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ และ SME ในประเทศไทย มองไปถึงปัญหาเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่ความสามารถทางการแข่งขัน ความเท่าเทียมในการประกอบธุรกิจ การคอร์รัปชัน ระบบราชการ ไปจนถึงระบบการเมือง ซึ่งซ่อนอยู่ในวิกฤตเศรษฐกิจไทยที่พวกเขาเป็นหนึ่งในผู้ได้รับผลกระทบที่สำคัญ
“ใช่ ... ก็คือถ้าคุณมีเงิน คุณก็เอาเงินซื้ออำนาจได้ และการที่คุณจะได้เงินเยอะ ก็คือการที่คุณต้องทำสีเทา มันกลายเป็นระบบที่มาของโครงสร้างในประเทศไทยใช่มั้ย ... ผมคิดว่า โครงสร้างนี้มันผิดนะ แต่ก็ยังคิดไม่ออกว่าทำยังไง ... เราจึงเชื่อว่า เจตจำนงทางการเมืองของรัฐบาลจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะพาเราออกจากห้องไอซียูที่รอวันตายไปได้” ธนวิชญ์ กล่าวทิ้งท้าย


