xs
xsm
sm
md
lg

“แหล่งเก็บน้ำขนาดเล็ก แต่ทำให้เกิดน้ำท่วมใหญ่” โจทย์ใหม่จัดการภัยพิบัติ ถึง ครม.อนุทิน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



รายงานพิเศษ




น้ำท่วมบางสะพาน มกราคม 2560
9 มกราคม 2560 น้ำป่าจากบ้านคลองลอย ต.ร่อนทอง บนเทือกเขาตะนาวศรี ไหลบ่าลงมาอย่างรวดเร็วราวกับมีคนเทน้ำจากภาชนะขนาดใหญ่ซัดเข้าถล่มตั้งแต่ ถ.เพชรเกษม มาจนถึงพื้นที่เขตเทศบาล อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้ประชาชนจำนวนมากติดอยู่ในบ้านเรือนทั้งคืน โรงพยาบาลต้องเร่งย้ายผู้ป่วยวิกฤตแบบกระทันหัน มีผู้เสียชีวิตจากการถูกกระแสน้ำพัดพาไประหว่างที่รถวิ่งสัญจรผ่านถนนสายหลักโดย กระแสน้ำที่ไหลเทลงมายังทำลายทรัพย์สินเสียหายไปหมดจนหลายครอบครัวตกอยู่ในสภาพสิ้นเนื้อประดาตัว โดยเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ประชาชนได้รับข่าวสารเพียงว่า “ให้ระวังว่าจะมีน้ำท่วม”

เมื่อไปตรวจสอบต้นทางของเหตุการณ์ที่น้ำไหลบ่าอย่างรวดเร็วเหมือนกับถูกเทลงมา พบว่า มาจากการเกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลา 3 วัน บนเทือกเขาตะนาวศรี ทำให้มีปริมาณน้ำล้นไหลข้ามลงมาจาก “อ่างเก็บน้ำบ้านคลองลอย” ซึ่งเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก เก็บน้ำได้เพียง 2.6 แสนลูกบาศก์เมตร และจุดแรกที่ได้รับความเสียหายคือ “บ้านคลองลอย” ซึ่งเสาไฟฟ้าหักโค่น เส้นทางสัญจรถูกตัดขาด ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีสัญญาณการสื่อสาร จึงไม่สามารถช่วยส่งข่าวแจ้งเตือนภัยได้ แม้จะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เตือนภัยก็ตาม




น้ำท่วมสกลนคร กรกฎาคม 2560

28 กรกฎาคม 2560 พื้นที่ภาคอีสานของประเทศไทยเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง จากอิทธิพลของพายุ “เซินกา” โดยมีฝนตกหนักและแช่อยู่ที่บริเวณ จ.สกลนคร ตั้งแต่ 27 กรกฎาคม จนทำให้อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง (ความจุ 2.66 ล้าน ลูกบาศก์เมตร) ชื่อ “อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น” ซึ่งเป็นเขื่อนดิน เกิดช่องว่างเป็นรอยโหว่ลึก 4 เมตร ยาว 20 เมตร ทำให้น้ำที่เก็บไว้ในอ่างไหลออกไปประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร และเข้าถล่มหลายพื้นที่รวมทั้งตัวเมืองสกลนครอย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินที่มีการประเมินคร่าว ๆ ไว้กว่า 1 พันล้านบาท

เหตุการณ์นี้กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในเวลาต่อมาหลังจากสื่อมวลชนรายงานข่าวว่ามีสาเหตุมาจาก “อ่างเก็บน้ำแตก” แต่กรมชลประทาน อ้างว่า เป็นเพียงการกัดเซาะสันเขื่อนเท่านั้น จนมีประชาชนนำภาพหลักฐานสันเขื่อนพังทลายเป็นแนวยาวในวันเกิดเหตุออกมาเผยแพร่ในเวลาต่อมา

เมื่อนำความเสียหายร้ายแรงที่เกิดจาก “น้ำท่วม” ทั้งสองเหตุการณ์นี้ และอีกหลายเหตุการณ์มาวิเคราะห์ มีผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการน้ำ ตั้งข้อสังเกตุว่า “มีจุดร่วมเดียวกัน” คือ เกิดความสูญเสียร้ายแรงจากน้ำที่ไหลมาจากแหล่งเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก ซึ่งเป็นจุดที่ยังไม่มีเครื่องมือวัดระดับน้ำที่แม่นยำและสามารถติดตามข้อมูลได้แบบ Realtime

ข้อมูลประกอบ
- อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก ความจุน้อยกว่า 2 ล้านลูกบาศก์เมตร
- อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ความจุตั้งแต่ 2-100 ล้านลูกบาศก์เมตร
- อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ความจุมากกว่า 100 ล้านลูกบาศก์เมตร





น้ำท่วมหาดใหญ่ พฤศจิกายน 2568

และเหตุการณ์ที่ช่วยสนับสนุนสมมติฐานนี้ได้เป็นอย่างดี คือ น้ำท่วมที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 แม้สาเหตุหลักจะมาจากปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากเกินความสามารถรับน้ำของพื้นที่ การขาดการเตรียมการ ขาดข้อมูล ประเมินสถานการณ์ผิดพลาด จนนำไปไปสู่การให้ข้อมูลที่ผิดพลาดกับประชาชน

แต่หากดูในเชิงกายภาพแล้ว ก็จะพบว่า จุดที่เป็นพื้นที่รับน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก ก็คือ อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง เช่น อ่างเก็บน้ำคลองจำไหร ที่ อ.คลองหอยโข่ง หรือ อ่างเก็บน้ำคลองสะเดา ที่ อ.สะเดา นี่เป็นหนึ่งในประเด็นที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำวิเคราะห์ไว้ว่า หากมีเครื่องมือวัดระดับน้ำที่แม่นยำและสามารถรายงานผลได้ทันที ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพในการเตือนภัยได้ เพราะเชื่อถือได้มากกว่าการใช้ “กำลังคน”

“ถ้าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ดูแลโดย กฟผ. (เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้า) จะรายงานระดับน้ำเป็นรายชั่วโมงเสมอ แต่ถ้าเป็นของกรมชลประทาน เขาจะรายงานเป็นรายวันในช่วงที่ไม่มีสถานการณ์น่ากังวล แต่ถ้าเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลางหรือขนาดเล็ก ระบบที่ใช้อยู่มีเพียงการติดตั้งเครื่องตรวจวัดไว้ที่ขอบอ่าง ไม่ได้วัดที่ระดับน้ำโดยตรง และยังต้องอาศัยการใช้กำลังคนวิ่งไปดูตัวเลขที่สถานีตรวจวัด เพราะไม่มีกำลังคนมากพอที่จะส่งไปประจำอยู่ในทุกสถานีตรวจวัด ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากในแหล่งเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดเล็ก”

“ดังนั้น ... หากเราสรุปบทเรียนออกมาได้แล้วว่า ภัยพิบัติที่เกิดจากลักษณะการเกิดฝนที่เปลี่ยนไปจากในอดีตอย่างชัดเจนในช่วงหลายปีหลัง คือ มีฝนตกหนักหลายร้อยมิลลิเมตรในแต่ละจุด ตกแช่ทีจุดเดิมซ้ำๆเป็นเวลานาน และหากไปเกิดขึ้นที่แหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กหรือขนาดกลางที่มีน้ำมากอยู่แล้ว ก็จะส่งผลเสียหายร้ายแรงได้แบบที่เกิดขึ้นมาหลายครั้ง เราก็จำเป็นจะต้องมีเครื่องมือวัดระดับน้ำในจุดเสี่ยงใหม่ ๆ เช่นนี้หรือไม่”
ผู้เชี่ยวชาญการจัดการน้ำรายหนึ่ง ให้ความเห็น

การจัดการภัยพิบัติ เป็นโจทย์ใหญ่ที่สังคมไทยมีความคาดหวังอย่างชัดเจนว่าจะได้เห็นนโยบาย แนวทาง หรือวิธีการจัดการที่ดีกว่าเดิมจากรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมีนายอนุทิน ชาญวีระกูล มาเป็นนายกรัฐมนตรีแบบที่ไม่มีเงื่อนเวลาให้ต้องยุบสภาอีกแล้ว

และหากสรุปบทเรียนจากหลายเหตุการณ์ที่เกิดความสูญเสียรุนแรงมาแล้วเช่น 2-3 เหตุการณ์ที่ถูกหยิบยกขึ้นมานี้ ... การพัฒนานวัตกรรมที่จะช่วยวัดได้ตั้งแต่ระดับน้ำ การไหล ความลึก หรือแม้แต่การวัดคุณภาพน้ำที่มีมลพิษปนเปื้อนในหลายจุดจนกลายเป็นภัยพิบัติใหม่ในพื้นที่ภาคเหนือไปแล้ว และนำไปใช้ได้ในแหล่งเก็บน้ำขนาดเล็กที่มี่ความเสี่ยงจะทำให้เกิดน้ำท่วมรุนแรง อาจเป็นหนึ่งในเครื่องมือเปลี่ยนเกมที่สำคัญต่อปัญหาการจัดการภัยพิบัติของไทยที่มักจะเกิดความสูญเสียมากกว่าที่ควรมาตลอดหลายสิบปี