xs
xsm
sm
md
lg

ซุกขยะใต้พรม? อดีตผู้ช่วย ผอ.เขาดินเผยเบื้องหลังเสือแม่ริม-แม่แตง ตายเกลื่อน ชี้พิรุธ อาจไม่ใช่ “ไข้หัดแมว”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



อดีตผู้ช่วย ผอ.สวนสัตว์ดุสิตออกโรงแฉเบื้องหลังวิกฤตเสือตายเกลื่อนที่แม่ริม-แม่แตง ตั้งคำถามถึงระบบเฝ้าระวังโรคที่อาจมีการ “เลือกใช้โรค” มาเป็นแพะรับบาปเพื่อปกป้องสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าหมื่นล้าน พร้อมทิ้งท้ายสุดเจ็บปวด "รอกินโป๊ะแตก"

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. เฟซบุ๊ก "Visit Arsaithamkul" ของ นายวิสิทธิ์ อาสาทรัพย์กุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการสวนสัตว์ดุสิต (Assistant Director Dusit Zoo) องค์การสวนสัตว์ ได้ออกมาโพสต์ถึงประเด็นเสือป่วย ทยอยตาย 72 ตัว คุ้มแม่ริม-แม่แตง จากสาเหตุโรคไข้หัดแมว

โดยระบุว่า “ในฐานะสัตวแพทย์สวนสัตว์/สัตว์ป่า และหนึ่งในทีมสัตวแพทย์ที่อยู่หน้างานการตายของเสือที่แม่ริมและแม่แตง มีความไม่สบายใจกับระบบการเฝ้าระวังโรค และการจัดการด้านระบาดวิทยา ที่เกิดการถกเถียงและวิพากษ์กันทั่วไป จึงขอประมวลเรื่องราวเพื่อเป็นข้อมูลและข้อสังเกตดังนี้

จากวันที่เสือเริ่มป่วยด้วยอาการซึม ไม่กินอาหาร และพบว่ามีไข้ ต่อมามีอาการชัก และตายอย่างรวดเร็ว ผลผ่าชันสูตรเสือที่ตายชุดแรกๆ (1-2 วันหลังแสดงอาการ) ไม่พบอาการรุนแรงใดๆ ให้สังเกตได้ ช่วงนี้ยังตั้งข้อสันนิษฐานหลายๆ ทาง ทั้งไวรัส, สารพิษ หรือแบคทีเรีย แต่เมื่อพิจารณาว่า เสือทั้งแม่ริม และแม่แตง ที่ห่างกันถึง 30 กม. มีอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้เสือป่วยและตายด้วยอาการที่เหมือนกันได้ โจทย์จึงไปตกที่อาหาร ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่มาจากแหล่งเดียวกัน ในจำนวนเสือกว่า 200 ตัว ทั้ง 2 ที่ที่กินอาหารนี้มีผลต่ออาการป่วยเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียงลูกเสือ 3 ตัวที่ยังเลี้ยงด้วยนมเท่านั้น ในวันถัดมา อาการเสือป่วย และตายเพิ่มขึ้นตามลำดับ ความสงสัยเชื้อไวรัสที่ว่ามีมากขึ้นเพราะผลตรวจยังไม่ออก

มีการส่งตัวอย่างไปทั้งมหาวิทยาลัย และศูนย์ชันสูตรของรัฐ เนื่องจากเสือยังมีอยู่จำนวนมาก จึงต้องจำแนกเป็น 5 ลำดับ คือ ไม่มีอาการป่วย, ป่วยเล็กน้อย, ป่วยรุนแรงปานกลาง, ป่วยหนัก, ป่วยวิกฤต และตาย ซึ่งแต่ละจำพวกได้กำหนดกระบวนการดูแลแตกต่างกัน ทั้งให้ยาเสริมภูมิคุ้มกัน ยาลดไข้ ยาระงับชัก ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ

วันต่อมาเริ่มทราบผลตรวจจากมหาวิทยาลัยว่าเป็นไวรัสชนิดนั้นแน่ เสือที่ตายในชุดหลังๆ จึงไม่ได้ผ่าชันสูตร เพื่อลดความเสี่ยง ในส่วนนี้มีการทำงานร่วมกับสัตวแพทย์ของกรมอุทยานฯ อย่างต่อเนื่อง ในการตรวจหลักฐานและทำลายซาก ดังนี้เสียงร่ำลือถึงการใช้ประโยชน์จากซากเสือจึงอคติเกินไป

มาถึงประเด็นที่เป็นข่าวขณะนี้ ผมยอมรับว่าเราคงต้องไม่ยอมให้เกิดความเสียหายกับสัตว์เศรษฐกิจมูลค่าเป็นหมื่นล้าน แลกกับความสูญเสียของเสือมูลค่าหลักร้อยล้าน แต่การซุกใต้พรม กับการไม่เกิดบทเรียนในระบบการเฝ้าระวังโรค และระบาดวิทยา วงการโรคสัตว์ สัตว์เศรษฐกิจ สัตว์ป่า มนุษย์ และสิ่งแวดล้อม ที่เรียกว่า สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) คงไม่ไปถึงไหนแน่

ผมรับไม่ได้กับการขว้างผู้ร้ายออกไปแค่ไกลตัว แต่ผู้ร้ายยังอยู่และยังคงก่อการร้ายได้ ยิ่งเห็นการใช้สติปัญญาเลือกชนิดโรคมาเป็นแพะช่างน่าละอายนัก เพราะมันส่งผลต่อผู้ประกอบวิชาชีพในสายงานนี้ให้ถูกเหยียดหยามทั้งประชาชนและต่างประเทศ รอกินโป๊ะแตกครับ