ศาลฎีกาพิพากษาแก้คดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา หลังจำเลยค้ำประกันเงินกู้ 4 สัญญา มูลค่า 5 ล้านบาท ถูกผู้ตายผิดสัญญาทุกฉบับ แถมปล่อยให้รับภาระหนี้เพียงลำพังจนถูกยึดที่นา และถูกผู้ตายพูดจาเหยียดหยาม ศาลวินิจฉัยเป็นการกระทำโดยบันดาลโทสะ ลดโทษเหลือจำคุก 5 ปี และรอลงอาญา 2 ปี
วันนี้ (23 ก.พ.) เพจ “ทนายเกิดผล แก้วเกิด” ได้โพสต์กรณีศาลฎีกามีคำพิพากษาแก้โทษในคดีฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ซึ่งจำเลยก่อเหตุใช้อาวุธปืนยิงลูกหนี้เสียชีวิต ภายหลังเกิดข้อพิพาทเรื่องหนี้สินจากการค้ำประกันเงินกู้ ข้อเท็จจริงในคดีระบุว่า จำเลยได้ลงนามค้ำประกันเงินกู้ให้ผู้ตายจำนวน 4 สัญญา รวมมูลค่า 5 ล้านบาท ภายหลังผู้ตายได้รับเงินกู้แล้วกลับผิดสัญญาทุกฉบับ ส่งผลให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชอบหนี้เพียงผู้เดียว และถูกดำเนินคดีจนถูกยึดที่นา อีกทั้งมีอาการล้มป่วยจากความเครียดสะสม
ต่อมาจำเลยได้ไปพูดคุยกับผู้ตาย เพื่อขอให้ร่วมรับผิดชอบหนี้สินที่เกิดขึ้น แต่ผู้ตายไม่ให้ความร่วมมือ และมีถ้อยคำท้าทาย เยาะเย้ย ถากถาง สร้างความกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง ก่อนที่จำเลยจะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนเสียชีวิต
ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 16 ปี เนื่องจากเป็นความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ต่อมาจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 8 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
คดีถึงที่สุดที่ศาลฎีกา โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของผู้ตายที่ผิดสัญญาทุกฉบับ ปล่อยให้จำเลยรับภาระหนี้สินจนถูกยึดทรัพย์ และยังมีถ้อยคำดูหมิ่นเหยียดหยาม ถือเป็นการข่มเหงจิตใจของจำเลยอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม อันเป็นเหตุให้จำเลยกระทำความผิดในลักษณะบันดาลโทสะ
ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ ลดโทษจำคุกเหลือ 5 ปี และให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
อย่างไรก็ตาม คดีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งจากการค้ำประกันหนี้ ซึ่งอาจนำไปสู่โศกนาฏกรรม หากขาดการแก้ไขปัญหาด้วยสติและกระบวนการทางกฎหมายที่เหมาะสม


