xs
xsm
sm
md
lg

ยกฟ้อง! "โจ๊ก" ฟ้องหมิ่น "ผบ.ตร.-เว็บผู้จัดการ" ข่าวขบวนการโกงสอบคณะนิติฯ ม.ดัง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษายกฟ้อง สุรเชษฐ์ ฟ้องหมิ่น ผบ.ตร. และเว็บผู้จัดการออนไลน์ กรณีนำเสนอข่าวสั่งสอบอดีตบิ๊กตำรวจ ถูกพาดพิงเอี่ยวขบวนการโกงสอบ นิติศาสตร์ ม.ดัง ปี 68 ระบุ "นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่" หรือ "บิ๊กตำรวจ" มีเยอะและเป็นคำทั่วไป ถึงเจ้าตัวอ้างว่าเป็นคนดัง ก็ไม่พอรับฟังได้ ข้อกล่าวหาไม่มีมูล

วันนี้ (19 ก.พ. 2569) ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. จำเลยที่ 1 และ บริษัท ไทย เวิลด์ มีเดีย จำกัด จำเลยที่ 2 ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายมาตรา 326 และ 328 จากกรณีการนำเสนอข่าวในเว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2568 ถึงกรณีที่ ผบ.ตร.สั่งกองวินัยและฝ่ายกฎหมายตรวจสอบกรณีอดีตบิ๊กตำรวจถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบนำข้อสอบออกจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดัง พร้อมตั้ง พล.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบ.ตร.เป็นประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เห็นว่าการระบุข้อความ "บื๊กตำรวจ" หรือ "อดีตนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่" ทำให้ประชาชนผู้ได้รับชมการสัมภาษณ์หมายถึงโจทก์ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง โดยในวันนี้มีทนายโจทก์ ผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ 1 และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยที่ 2 มาศาล

มีปัญหาต้องวินิจฉัยประการแรกว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ระงับไปเพราะเหตุถอนฟ้องหรือไม่ ศาลเห็นว่า ก่อนฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2568 โจทก์เคยยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหาอย่างเดียวกันต่อศาลจังหวัดสงขลาเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ 1253/2568 ต่อมาวันที่ 2 ต.ค. 2568 โจทก์ยื่นคำร้องถอนฟ้องคดีดังกล่าวและศาลมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้ ตามสำเนาคำฟ้องและสำเนาคำร้องขอถอนฟ้อง ต่อมาวันเดียวกันโจทย์มายื่นฟ้องจำเลยทั้งสองเป็นคดีนี้ แสดงว่าโจทก์ยังประสงค์ที่จะดำเนินคดีกับจำเลยทั้งสอง แม้ในคำร้องขอถอนฟ้องจะไม่ได้ระบุว่าถอนฟ้องเพื่อฟ้องเป็นคดีใหม่ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการถอนฟ้องเด็ดขาด ตามความหมายประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 36 สิทธินำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้จึงไม่ระงับไปตามมาตรา 39 (2)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อการต่อไปว่า คดีโจทก์มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ศาลเห็นว่าเมื่อพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 แล้ว ได้ความว่า จำเลยที่ 1 ในฐานะ ผบ.ตร. ได้ให้สัมภาษณ์แก่นักข่าวสำนักข่าวต่างๆ รวมทั้งนักข่าวของจำเลยที่ 2 ในประเด็นที่ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ถูกพาดพิงว่าเกี่ยวพันกับขบวนการลักลอบนำข้อสอบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง โดยเนื้อหาการให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 เป็นการอธิบายขั้นตอนเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า จำเลยที่ 1 ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.กรไชย ในฐานะประธานตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำผิดวินัยจริงหรือไม่ หากพบว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทำความผิดก็จะดำเนินการทางวินัยและทางกฎหมายต่อไป โดยต้องรอผลการตรวจสอบพยานหลักฐานเท่านั้น

คำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงไม่ใช่การยืนยันข้อเท็จจริงว่าได้มีการทำความผิดเกิดขึ้นแต่อย่างใด อีกทั้งข้อความในคำให้สัมภาษณ์ไม่ปรากฏว่ามีส่วนใดได้กล่าวถึงชื่อโจทก์หรือสามารถบ่งชี้ได้ว่าบุคคลที่ถูกพาดพิงหมายถึงตัวโจทก์ ข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานโจทก์ในชั้นนี้จึงรับฟังไม่ได้ว่า จำเลยที่ 1 กระทำการหมิ่นประมาทโจทก์ตามฟ้อง

ส่วนคำว่า "นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่" หรือ "บิ๊กตำรวจ" ซึ่งเป็นข้อความในเนื้อข่าวของจำเลยที่ 2 นั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (17) (ฑ) ถึง (ร) ระบุความหมายของคำว่า "ตำรวจชั้นผู้ใหญ่" หมายถึงเจ้าพนักงานตำรวจระดับหัวหน้าเก่งสถานีตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่านายร้อยตำรวจตรีขึ้นไปจนถึงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ (ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ) ทั้งนี้ ให้ความหมายรวมถึงผู้รักษาการแทนเจ้าพนักงานดังกล่าวด้วย แล้วประเทศไทยมีข้าราชการตำรวจในตำแหน่งดังกล่าวเป็นจำนวนมาก สำหรับคำว่า "บิ๊กตำรวจ" ก็เป็นเพียงคำที่นักข่าวมักใช้เรียกข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่ทั่วไป ไม่สามารถระบุเป็นการเฉพาะได้ว่าหมายถึงข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่นายใด แม้ส่วนนี้โจทก์จะกล่าวอ้างว่าโจทก์เป็นนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของสื่อมวลชนและประชาชนทั่วไปก็ยังไม่พอให้รับฟังได้ว่า คำว่า "นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่" หรือ "บิ๊กตำรวจ" ที่ปรากฏในภาพข่าวดังกล่าว หมายถึงตัวโจทก์

นอกจากนี้ ในส่วนจำเลยที่ 2 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดหมิ่นประมาทโจทก์ การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะสื่อมวลชนนำเนื้อหาคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 ไปสรุปลงข่าว เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ถึงแม้จะมีรายละเอียดแตกต่างจากคำให้สัมภาษณ์ของจำเลยที่ 1 อยู่บ้าง ก็ไม่เป็นความผิดทางหมิ่นประมาทเช่นกัน คดีโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองจึงไม่มีมูลที่จะประทับฟ้องไว้พิจารณา จึงพิพากษายกฟ้อง