xs
xsm
sm
md
lg

กรมการแพทย์ จับมือ เอไซ เปิดตัว "พื้นที่ต้นแบบดูแลสมองเสื่อม" ยกระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จับมือ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) ลงนามบันทึกความร่วมมือเปิดตัวโครงการ “พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม” มุ่งสร้างระบบดูแลผู้สูงอายุแบบองค์รวม เตรียมความพร้อมไทยสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด ชูโมเดลคัดกรองไว รักษาเร็ว ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ป่วยและครอบครัวอย่างยั่งยืน
วันนี้ (17 ก.พ.) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับ บริษัท เอไซ (ประเทศไทย) มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ลงนามความร่วมมือเปิดตัวโครงการ “พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม” เพื่อพัฒนาการเข้าถึงการวินิจฉัย การรักษา และการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ ผู้มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย (MCI) และผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมในประเทศไทย

นายแพทย์ ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-aged Society) ส่งผลให้ภาวะโรคสมองเสื่อมเป็นความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุข โครงการดังกล่าวจึงมุ่งสร้างต้นแบบระบบการดูแลแบบองค์รวมที่สามารถนำไปใช้ได้จริง และขยายผลในระดับประเทศ การลงนามในครั้งนี้ต่อยอดจากบันทึกข้อตกลงเมื่อปี 2566 มุ่งศึกษาความเป็นไปได้และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนพัฒนาสู่การดำเนินงานจริง โดยโครงการ “พื้นที่ต้นแบบบริการการดูแลภาวะปริชานบกพร่องและภาวะสมองเสื่อม” จะเป็นกลไกสำคัญในการวางแผนการดูแลทางการแพทย์สำหรับผู้มีภาวะสมองเสื่อม โดยแนวทางดำเนินงานครอบคลุม 3 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มคนปกติ เน้นการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพสมอง

2. กลุ่มผู้ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญาเล็กน้อย มุ่งแทรกแซงระยะเริ่มต้นเพื่อลดการลุกลามของโรค

3. ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม พัฒนาระบบส่งต่อและการดูแลต่อเนื่องระหว่างสถานพยาบาลและชุมชน

ด้าน นายคานาซาว่า โชเฮ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทเอไซฯ กล่าวว่า โครงการยึดหลัก “human health care (hhc)” โดยมี 3 เสาหลัก ได้แก่ การเสริมสร้างความตระหนักรู้และคัดกรองในชุมชน การบูรณาการระบบบริการให้มีมาตรฐาน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากรทางการแพทย์และอาสาสมัครสาธารณสุข ผลลัพธ์จากโครงการนำร่องจะเป็นข้อมูลสำคัญในการสร้างระบบการดูแลที่ครอบคลุม เท่าเทียม และสามารถขยายผลได้ทั่วประเทศ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไทยอย่างยั่งยืน