กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ย้ำแอปเรียกรถต้องเป็นบริการที่ปลอดภัย เร่งบูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลฯ (DE) และ ETDA ยกระดับความปลอดภัยให้ผู้โดยสาร และสร้างมาตรฐานการให้บริการ ยอมรับมีข้อจำกัดเรื่องการลงดาบแพลตฟอร์มที่ละเลยการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมคนขับ
แหล่งข่าวจากกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันความนิยมใช้บริการแอปเรียกรถเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ในเรื่องมาตรฐานบริการ รวมถึงปัญหาด้านความปลอดภัยก็เป็นปัญหาที่ผู้ใช้บริการร้องเรียนเข้ามาเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยสิ้นปีงบประมาณ 2568 ได้รวบรวมเอกสารหลักฐานการกระทำผิดในภาพรวมของคนขับส่งให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) เพื่อลงโทษบริษัทแอปพลิเคชันตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องจำนวน 738 ราย และรอบเดือน ต.ค. 68-ม.ค. 69 อีก 60 ราย
“ต้องนับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่ข้อร้องเรียนความไม่ปลอดภัยต่อแอปเรียกรถฯ เข้ามาที่กรมฯ เยอะมาก จนฝ่ายบริหารต้องตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนขึ้นเป็นการเฉพาะ ซึ่งหากผลพิจารณาข้อร้องเรียนพบว่าหนักจริงคงส่งผลต่อการพิจารณาต่อใบอนุญาตฯ ให้ผู้ประกอบการรายนั้นดำเนินการต่อไปด้วย เพราะกรมฯ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นหลัก” แหล่งข่าวกล่าว
สำหรับปัญหาความปลอดภัยของผู้โดยสาร ซึ่งหลายกรณีที่เกิดขึ้นพบว่ามีช่องโหว่ในการคัดกรองประวัติอาชญากรรมของคนขับ ทั้งๆ ที่ภายใต้ระบบรถรับจ้างผ่านแอป แพลตฟอร์มมีหน้าที่ตามเงื่อนไขใบอนุญาต เช่น ต้องมีระบบตรวจสอบข้อมูลคนขับ ต้องมีมาตรการความปลอดภัยผู้โดยสาร ต้องส่งข้อมูลให้รัฐตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหาและคดีที่เกี่ยวข้องจากที่เป็นข่าวจะสะท้อนว่าแพลตฟอร์มนั้นๆ อาจละเลย หรือรู้ว่ามีความเสี่ยงแต่ไม่แก้ไข ซึ่งอาจเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขใบอนุญาต ในแง่การดำเนินการของกรมฯ ก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ได้แก่ สั่งแก้ไขภายในกำหนดเวลา ปรับทางปกครอง พักใช้ใบอนุญาต และในกรณีร้ายแรงหรือไม่แก้ไข จึงอาจไปถึงขั้นเพิกถอนใบอนุญาตได้
“แม้กรมฯ มีอำนาจกำกับดูแล แต่ยอมรับว่ายังมีข้อจำกัดเรื่องมาตรการดำเนินการขั้นเด็ดขาดกับแพลตฟอร์มที่มีกรณีร้องเรียนหรือความเสี่ยงซ้ำๆ ในเรื่องไม่ปฏิบัติตามมาตรการความปลอดภัยที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากถ้าเป็น “การกระทำผิดเฉพาะบุคคล (คนขับ)” โดยแพลตฟอร์มมีระบบตรวจสอบ และร่วมมือกับรัฐ อำนาจตามกฎหมายมักจะลงโทษเป็นรายคนขับก่อน ส่วนการยกเลิกใบอนุญาตทั้งระบบทันที อาจถูกโต้แย้งทางกฎหมายว่าเกินสัดส่วน (disproportionate) หากยังไม่พิสูจน์ว่าแพลตฟอร์มละเลยหน้าที่” แหล่งข่าวกล่าว
อย่างไรก็ตาม จากการที่กระทรวงคมนาคม โดยกรมการขนส่งทางบกได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) โดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ในการควบคุม กำกับดูแล (regulations) และลงโทษบริษัทผู้ให้บริการแอปพลิเคชันที่กระทำผิดกฎหมาย ตามพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 นั้น จะเป็นกลไกที่ตอกย้ำการบังคับใช้กฎหมายกับแพลตฟอร์มได้อย่างเป็นระบบยิ่งขึ้น รวมถึงจัดระเบียบและตรวจสอบการให้บริการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่ผู้ใช้บริการที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย
เมื่อปลายปีที่ผ่านมากฎหมาย DPS (Digital Platform Services) หรือที่รู้จักกันในชื่อ พ.ร.ฎ.การประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 มีประกาศ คธอ. เรื่อง การดำเนินการอื่นสำหรับผู้ประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล ประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ ที่มีลักษณะเฉพาะตามมาตรา 18 (3) กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลประเภท Ride Sharing ต้องมี “หน้าที่เพิ่มเติม” นอกเหนือจากหน้าที่ทั่วไป เพื่อยกระดับมาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัยให้ผู้ใช้บริการมากขึ้น
โดยแพลตฟอร์มต้องมีการตรวจสอบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทั้งไรเดอร์-ผู้โดยสาร เช่น ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชน ใบอนุญาตขับรถ เลขทะเบียนรถ หากสมัครแบบไม่เจอหน้า ต้องใช้ระบบ Digital ID ที่่น่าเชื่อถือ เช่น ThaID มาช่วยในการพิสูจน์และยืนยันตัวตน และมีการยืนยันตัวตนทุกครั้งที่เข้าใช้บริการ /และมีหน้าที่การรายงานต่อหน่วยงานรัฐ แพลตฟอร์มต้องส่งรายงานการดำเนินงานตามมาตรา 22 ต่อกรมการขนส่งทางบกและ ETDA รวมถึงจัดทำรายงานประจำปีอย่างต่อเนื่องตามที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น


