'อัษฎางค์' เปรียบการเมืองไทยดั่งสามก๊ก ชี้เกมเลือกตั้งปี 69 'อนุทิน' เดินหมากคุมเกมแบบ 'โจโฉ' งัดกลยุทธ์สยบศัตรูด้วยการ 'เผาจดหมายลับ' ดึงขั้วตรงข้ามร่วมรัฐบาลแบบไม่คิดแค้น เพื่อสร้างเสถียรภาพอำนาจที่แท้จริงหลังจบศึก
วันนี้ (17 ก.พ.) อัษฎางค์ ยมนาค หรือ "เอ็ดดี้" นักวิชาการอิสระ ออกมาโพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว วิเคราะห์การเมือง “สามก๊กการเมืองไทย ตอนที่ 2” เจ้าตัวได้เปรียบเทียบกลยุทธ์การเมืองของ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ในการสู้ศึกเลือกตั้งปี 2569 กับตัวละคร "โจโฉ" ในช่วงศึกกัวต๋อ ชี้ชัยชนะทางการเมืองที่แท้จริง ไม่ใช่แค่การเอาชนะในสนามรบ (การเลือกตั้ง) แต่คือการบริหารจัดการชัยชนะ "หลังจบศึก" เพื่อสร้างเสถียรภาพและภาวะผู้นำ ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"อนุทิน ผู้นำ “สามก๊ก” ในร่างเดียว “ภาคโจโฉ”
“สามก๊กการเมืองไทย ตอนที่ 2“
ฉากสามก๊ก เมื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล ชนะเลือกตั้งปี 2569 และกลายเป็นแกนตั้งรัฐบาลที่ “ตรงที่สุด” คือ ศึกกัวต๋อและตอน โจโฉเผาจดหมายลับ
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
สถานการณ์ก่อนเลือกตั้ง 2569: “โจโฉ (อนุทิน) ปะทะ อ้วนเสี้ยว (ขั้วอำนาจเก่า/ขั้วตรงข้าม)” ก่อนศึกกัวต๋อ แผ่นดินแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า อ้วนเสี้ยว เป็นขุนศึกที่มีกองทัพใหญ่ที่สุด (เปรียบได้กับพรรคใหญ่เดิมอย่างเพื่อไทย หรือพรรคประชาชน) ครองพื้นที่ มีไพร่พลมหาศาล แต่บริหารงานภายในมีความขัดแย้ง ไม่ฟังคำเตือนของกุนซือดีๆ
ในขณะที่ โจโฉ (อนุทิน) มีกำลังน้อยกว่า แต่มีความเป็น “ปึกแผ่น” มากกว่า โจโฉใช้เวลานี้สะสมเสบียง (ทรัพยากร/งบประมาณ/ผลงาน) และที่สำคัญคือ “การเฟ้นหาคนเก่ง” (ดึงคุณศุภจี, เอกนิติ สีหศักดิ์) โจโฉเตรียมความพร้อมในขณะที่อ้วนเสี้ยวชะล่าใจ
ช่วงก่อนปี 69 คือช่วงที่อนุทินสะสมแต้มบุญ สร้างผลงานเงียบๆ ในขณะที่พรรคใหญ่อื่นๆ กำลังเจอปัญหาภายใน (เหมือนอ้วนเสี้ยวที่ลูกน้องตีกันเอง) อนุทินใช้ความ “นอบน้อมแบบเล่าปี่” ดึงดูดพันธมิตรและคนเก่งเข้าพรรค เพื่อรอวันตัดสิน
จุดเปลี่ยน (วันเลือกตั้ง 2569): “การเผาคลังเสบียงที่อูเจ๋อ”
จุดชี้ขาดชัยชนะไม่ใช่การรบประจัญบานตรงๆ แต่คือการที่โจโฉรู้จุดอ่อนสำคัญ (คลังเสบียง) และตัดสินใจนำทัพบุกสายฟ้าแลบไปเผาเสบียงของอ้วนเสี้ยว ทำให้สถานการณ์พลิกผัน กองทัพอ้วนเสี้ยวระส่ำระสายและพ่ายแพ้ในที่สุด
ชัยชนะในปี 2569 ของอนุทิน อาจไม่ได้มาจากการกวาด ส.ส.ถล่มทลายด้วยกระแสเพียวๆ แต่มาจากการ “แก้เกมที่เฉียบขาด” (เหมือนซุนกวน+โจโฉ) เช่น การเจาะฐานเสียงสำคัญ การเสนอนโยบายที่ “โดนใจ” (Pain Point) ในช่วงโค้งสุดท้าย หรือการฉวยจังหวะที่คู่แข่งเพลี่ยงพล้ำ ทำให้ภูมิใจไทยพลิกเกมขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ สถานการณ์หลังเลือกตั้ง: “โจโฉเผาจดหมายลับ”
นี่คือไฮไลต์ เมื่อโจโฉชนะศึก ยึดค่ายของอ้วนเสี้ยวได้ ทหารไปค้นเจอ “หีบจดหมายลับ” จำนวนมาก ซึ่งเป็นจดหมายที่ลูกน้องของโจโฉเองแอบเขียนติดต่อกับอ้วนเสี้ยวในช่วงที่โจโฉกำลังเสียเปรียบ (เตรียมจะย้ายข้างถ้าโจโฉแพ้)
ขุนนางคนสนิทเสนอให้ “เปิดรายชื่อและประหารให้หมด” เพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู แต่โจโฉกลับสั่งให้ “เผาจดหมายทั้งหมดทิ้งทันที” โดยไม่เปิดอ่านแม้แต่ฉบับเดียว พร้อมกล่าวว่า “ในยามนั้น แม้แต่ข้ายังไม่มั่นใจว่าจะเอาตัวรอดได้ นับประสาอะไรกับลูกน้องข้า... ให้เรื่องมันจบไปที่กองไฟนี้ แล้วมาเริ่มกันใหม่”
หลังชนะเลือกตั้งปี 69 อนุทินเลือกทำแบบโจโฉ คือ “นิรโทษกรรมทางใจ” จดหมายลับ = ความขัดแย้งในอดีต การที่พรรคเพื่อไทยหรือพรรคอื่นๆ เคยโจมตีเขา เคยบีบเขา หรือเคยเป็นศัตรูกัน การเชิญมาร่วมรัฐบาล แทนที่อนุทินจะใช้อำนาจของผู้ชนะ “ไล่บี้” หรือผลักไสเพื่อไทยไปเป็นฝ่ายค้านเพื่อแก้แค้น เขากลับเลือกที่จะ “ลืม” เรื่องราวเหล่านั้น แล้วดึงเพื่อไทย (หรือขั้วอำนาจเดิม) มาร่วมรัฐบาลเพื่อสร้างเสถียรภาพ
การกระทำนี้ทำให้คนที่เคยหวาดระแวงหรือเคยเป็นศัตรู กลับมาศิโรราบและแสดงความภักดี ทำให้อนุทินสามารถรวบรวมแผ่นดิน (รัฐสภา) ให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ โดยมีเขาเป็นผู้นำสูงสุดที่แท้จริง การเมืองไม่ใช่การชนะศึกอย่างเดียว แต่คือการชนะ “หลังศึก” ให้ได้ด้วย"


