หญิงรายหนึ่งถ่ายทอดประสบการณ์ตั้งครรภ์เสี่ยงสูง ต้องผ่าคลอดฉุกเฉิน และลูกต้องเข้าห้อง NICU นาน 1 เดือน เผยได้รับการดูแลจากโรงพยาบาลรัฐอย่างใกล้ชิด ค่าใช้จ่ายเพียง 30 บาท พร้อมแสดงความซาบซึ้งใจต่อบุคลากรทางการแพทย์และประเทศชาติ
วันนี้ (13 ก.พ.) ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์เล่าประสบการณ์การตั้งครรภ์ของตนเอง ซึ่งเริ่มต้นจากการฝากครรภ์พิเศษที่คลินิก และตั้งใจจะคลอดในโรงพยาบาลเอกชน อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุครรภ์ได้ 12 สัปดาห์ แพทย์ตรวจพบความผิดปกติ จัดเป็นครรภ์เสี่ยงสูง จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและเฉพาะทาง
เธอถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลพุทธชินราช จังหวัดพิษณุโลก และต้องย้ายไปฝากครรภ์รวมถึงวางแผนคลอดที่นั่น โดยระบุว่าหากเลือกคลอดในโรงพยาบาลเอกชน อาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหลักล้านบาท ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์ ต้องเดินทางไป-กลับ ระหว่างจังหวัดตากและพิษณุโลก เดือนละ 2 ครั้ง พร้อมเผชิญภาวะครรภ์เป็นพิษ เสี่ยงแท้ง และทารกมีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
กระทั่งวันหนึ่งทารกในครรภ์เริ่มดิ้นน้อยลง โรงพยาบาลตากจึงส่งตัวต่อไปยังพิษณุโลกทันที เธอพักรอคลอดนานกว่าสิบวันในห้องรวม ซึ่งระบุว่าแม้ไม่ใช่ห้องพิเศษ แต่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วน ทั้งเครื่องปรับอากาศ พัดลม น้ำอุ่น และมีพยาบาลดูแลอย่างใกล้ชิด
ในที่สุดต้องเข้ารับการผ่าคลอดแบบเร่งด่วน โดยเลือกวิธีบล็อกหลังเพื่อรับรู้ช่วงเวลาที่ลูกลืมตาดูโลก หลังคลอดมีภาวะความดันสูงเกือบ 200 ทำให้ต้องพักฟื้นในห้องรวมเพื่อเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด ขณะที่ทารกต้องเข้ารับการดูแลในหอผู้ป่วยทารกแรกเกิดวิกฤต (NICU) นาน 1 เดือน ท่ามกลางอุปกรณ์ทางการแพทย์ครบครัน
เธอเล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่รักษาในโรงพยาบาลรัฐ ได้รับอาหารวันละ 3 มื้อ การดูแลจากแพทย์และพยาบาลอย่างเต็มที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เพียงพอต่อการพักฟื้น โดยค่าใช้จ่ายในการคลอดของเธออยู่ที่ 30 บาท ส่วนน้องทารกไม่เสียค่าใช้จ่าย
ท้ายที่สุด เจ้าของโพสต์ได้แสดงความสำนึกรักและภาคภูมิใจในประเทศ พร้อมขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ที่ช่วยดูแลจนแม่และลูกปลอดภัย และตั้งใจจะสั่งสอนลูกให้เติบโตเป็นคนดีของสังคมต่อไป


