xs
xsm
sm
md
lg

“อัษฎางค์” แฉยุทธศาสตร์โยนบาป! ซัดป้าย “ให้พ่อมาชี้” เจตนาลากสถาบันฯ เป็นคู่ขัดแย้งการเมือง

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“อัษฎางค์ ยมนาค” ซัดเดือด! แฉยุทธศาสตร์ “โยนบาปให้สถาบันฯ” หลังด้อมส้มชูป้ายประชด “ให้พ่อมาชี้เลย” ชี้เป็นการจงใจดึงประมุขของชาติลงมาเป็นคู่ขัดแย้งเพื่อกลบเกลื่อนความพ่ายแพ้ทางการเมือง กางสถิติตอกหน้าวาทกรรมอ้างประชาชน ยันคนไทยกว่า 71% ไม่ได้เลือกพรรคส้ม ลั่นหากพบพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ต้องยุบให้สิ้นซาก

วันนี้ (12 ก.พ.) ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "เอ็ดดี้ อัษฎางค์" นักวิชาการอิสระ ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์ว่า ข้อความ “ให้พ่อมึงมาชี้เลย” บนป้ายประท้วงของกลุ่มด้อมส้ม เป็นการใช้สรรพนามสื่อถึงสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างจงใจ เพื่อดึงสถาบันฯ ลงมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง และสร้างวาทกรรมโยนความผิดว่าอยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ของกลุ่มตน ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"“ถ้าเลือกตั้งแล้วได้แบบนี้ ให้พ่อมึงมาชี้เลย ว่าอยากได้ใคร”
#อัษฎางค์ยมนาค | #อ่านเกมอำนาจ
ด้อมส้มยกป้าย “ถ้าเลือกตั้งแล้วได้แบบนี้ ให้พ่อมึงมาชี้เลย ว่าอยากได้ใคร ชี้มาเลย”
ในบริบทการเมืองไทย การใช้สรรพนามว่า “พ่อ” ในบริบทความขัดแย้งของไทย เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าจงใจพาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่คือการพยายามดึงเอาประมุขของชาติลงมาเป็น “คู่ขัดแย้ง” ในสนามการเมือง เพื่อโยนความผิดให้สถาบันฯ ว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพ่ายแพ้ของกลุ่มตน

ผู้ชูข้อความกำลังสื่อว่า ผลการเลือกตั้งที่เกิดขึ้น (หรือการจัดตั้งรัฐบาลที่ตามมา) “ไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง” จนเกิดคำประชดประชันว่า "ถ้าจะเลือกแล้วออกมาเป็นแบบนี้ ก็ไม่ต้องเลือก แต่ให้คนที่กุมอำนาจจริงชี้ตัวมาเลยดีกว่า"
ด้อมส้มมักใช้กลยุทธ์การสื่อสารแบบการเหมาเข่งว่าคะแนนเสียงของพวกตนคือ "เจตจำนงเดียว" ของคนทั้งประเทศ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วใครคือประชาชน?
ด้อมส้มพยายาม "ผูกขาด" ความเป็นเจ้าของประชาธิปไตยไว้กับพวกตนเพียงกลุ่มเดียว และผลักคนที่เห็นต่างให้กลายเป็น "ผู้ขวางความเจริญ" หรือ "ฝ่ายเผด็จการ"
เมื่อเสียงข้างน้อยที่อ้างเป็นเสียงข้างมาก!
แม้พรรคประชาชนจะได้คะแนนบัญชีรายชื่อเป็นอันดับ 1 ที่ประมาณ 9.7 ล้านเสียง แต่เมื่อเทียบกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิทั้งหมดประมาณ 34.3 ล้านคน จะพบว่ามีคนไทยถึง 24.5 ล้านคน (หรือกว่า 71%) ที่ "ไม่เลือกพรรคส้ม"
ตัวเลขนี้คือหลักฐานสำคัญที่ยันได้ว่า "เจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่" ไม่ใช่พรรคส้มอย่างที่เขากล่าวอ้าง
ในขณะที่พรรคส้มทำคะแนนได้ดีในบัญชีรายชื่อ แต่พรรคภูมิใจไทยกวาด สส. เขตไปได้ถล่มทลายถึง 174 ที่นั่ง (จาก 400 เขต) สะท้อนว่าประชาชนในพื้นที่ระดับฐานรากเชื่อมั่นในตัวบุคคลและนโยบายของพรรคภูมิใจไทยมากกว่า
หัวใจของระบบรัฐสภาคือการรวมเสียงข้างมากเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่กลุ่มตนต้องการ กลับมีการสร้างวาทกรรมว่า "ผลนี้ไม่ใช่ของประชาชน" เพื่อสร้างความชอบธรรมในการต่อต้าน
เมื่อแพ้ในกติกา แทนที่จะยอมรับความพ่ายแพ้ กลับสร้างข่าวลือเรื่อง "อำนาจมืด" หรือ "การชี้นำจากสถาบันฯ" เพื่อปลุกปั่นให้มวลชนรู้สึกโกรธแค้นและพุ่งเป้าไปที่การจาบจ้วง การนำภาพป้าย "ให้พ่อมึงมาชี้เลย" คือการ "โยนบาป" ให้สถาบันฯ อย่างน่ารังเกียจ
ป้ายดังกล่าวเป็นการสื่อสารที่ใช้ "ความโกรธแค้นต่อผลการเมือง" มาเปลี่ยนเป็น "การโจมตีเชิงสัญลักษณ์" เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การสื่อสารเพื่อดิสเครดิตสถาบันหลักของชาติในระยะยาว
สิ่งที่น่ากังวลคือ "การอ้างประชาชน" ของกลุ่มนี้ มักจะหยุดลงทันทีหากผลลัพธ์เป็นประโยชน์ต่อพวกตน แต่จะกลับมาทำงานทันทีเมื่อแพ้ นี่คือลักษณะของ "ประชาธิปไตยแบบเลือกข้าง" ที่ไม่ได้เคารพเสียงของคนเห็นต่างอย่างแท้จริงครับ
ยุทธศาสตร์ที่น่ากังวลคือการสร้างวาทกรรมให้มวลชนเชื่อว่า
“ถ้าเราแพ้ แสดงว่ามีคนโกง และคนที่โกงคือสถาบันฯ”
พฤติกรรมนี้คือการสร้าง “ความจริงชุดใหม่” ที่อันตรายอย่างยิ่ง
สร้างความแตกแยกโดยการทำให้คนรุ่นใหม่มองสถาบันฯ ด้วยความระแวงและเกลียดชัง โดยใช้ความผิดหวังทางการเมืองเป็นเชื้อไฟ ทั้งที่องค์พระมหากษัตริย์ทรงอยู่เหนือการเมืองและมิทรงแทรกแซงการจัดตั้งรัฐบาล แต่กลุ่มคนเหล่านี้กลับพยายามสื่อสารในทางตรงกันข้ามผ่านโซเชียลมีเดียและป้ายประท้วง เพื่อหวังผลในการลดทอนบารมีและศรัทธา
ถ้าสาวไส้ได้ว่า พฤติกรรมนี้มาจากการที่มีพรรคส้มอยู่เบื้องหลัง ต้องยุบพรรคส้มให้สิ้นซาก
อย่าปล่อยให้มือที่มองไม่เห็น หลอกใช้ประชาชนและเยาวชนออกหน้าเซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์และประชาธิปไตยของไทยอีกต่อไป"