กรณี “น้องพวยพวย” เปิดหีบบัตรเลือกตั้งในชลบุรี เขต 1 กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการเมือง เพจดังชี้การกระทำดังกล่าวไม่ใช่อารมณ์ชั่ววูบ แต่มีลักษณะเชิงสัญลักษณ์เพื่อกดดันกระบวนการเลือกตั้งและเชื่อมโยงกับข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบ-นับคะแนนใหม่ แม้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่ามีคำสั่งจากพรรคใด แต่พฤติกรรมและเครือข่ายที่เกี่ยวข้องชี้ให้เห็นว่านี่ไม่ใช่เหตุการณ์โดดเดี่ยว และยังสะท้อนบรรยากาศแรงกดดันทางการเมืองในพื้นที่อย่างชัดเจน
วันนี้ (12 ก.พ.) เพจ “ปราชญ์สามสี” เพจที่นำเสนอเนื้อหาเชิงวิเคราะห์การเมือง ประวัติศาสตร์ และความมั่นคง โดยมีจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนสถาบันหลักของชาติและกองทัพ ได้ออกมาโพสต์ข้อความกรณี “น้องพวยพวย” เปิดหีบบัตรเลือกตั้งในชลบุรี เขต 1 ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรืออารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่อาจกดดันกระบวนการเลือกตั้ง และเกี่ยวข้องกับข้อเรียกร้องให้ตรวจสอบหรือการนับคะแนนใหม่ การแตะต้องหีบบัตรถือว่าฝ่าฝืนกฎหมายและส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง เพจดังชี้ เหตุการณ์นี้สะท้อนพฤติกรรมทางการเมืองและการเคลื่อนไหวของเครือข่ายฝ่ายพรรคส้มอย่างมีบริบท แม้รายละเอียดความตั้งใจและความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายยังต้องพิสูจน์ต่อไป ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
“ไม่ใช่สลิ่ม แต่ไม่บริสุทธิ์ : วิเคราะห์คดีเปิดหีบ “พวยพวย” ในบริบทการเมืองชลบุรี
กรณี “น้อง #พวยพวย” หรือ ฝน ชื่อจริง เบญจพร สุขสว่าง เข้าไปเปิดหีบบัตรเลือกตั้งในพื้นที่ชลบุรี เขต 1 จนกลายเป็นคดีความนั้น หากพิจารณาในเชิงพฤติการณ์ จะเห็นว่ามิใช่การกระทำที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรืออารมณ์ชั่ววูบ หากแต่มีลักษณะของ การกระทำเชิงสัญลักษณ์เพื่อกดดันกระบวนการเลือกตั้ง และเชื่อมโยงกับข้อเรียกร้องเรื่อง “การตรวจสอบ-การนับคะแนนใหม่” อย่างมีนัยสำคัญ การเข้าไปแตะต้องหีบบัตรซึ่งเป็นหัวใจของกระบวนการเลือกตั้ง ย่อมไม่อาจอ้างความบริสุทธิ์ใจได้ง่ายๆ เพราะกฎหมายกำหนดชัดว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่หวงห้าม และการกระทำเช่นนี้มีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งโดยตรง
เมื่อพิจารณาคำให้สัมภาษณ์ของ วรท ผู้สมัคร ส.ส. พรรคประชาชน เขต 1 ชลบุรี ตามที่ปรากฏในภาพ จะเห็นว่าเจ้าตัวยืนยันว่าก่อนเกิดเหตุป่วนได้ยอมรับผลการเลือกตั้งแล้ว และยังระบุว่าได้ส่งทีมงานไปเฝ้าดูการนับคะแนนกว่า 40-50 หน่วยโดยไม่พบความผิดปกติ อย่างไรก็ดี คำอธิบายลักษณะนี้กลับเปิดช่องทางการเมืองสำคัญ คือการยอมรับผล “ในทางวาจา” แต่ในทางปฏิบัติกลับ ไม่ปิดประตูต่อการตั้งข้อสังเกตและการตรวจสอบซ้ำ ซึ่งเป็นบรรยากาศที่เอื้อต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มหรือบุคคลที่ต้องการสร้างแรงกดดันต่อ กกต. และกระบวนการเลือกตั้ง
จุดที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น คือข้อมูลเกี่ยวกับ #โพสต์ที่ถูกลบไปแล้ว ที่โพสต์โดยน้องพวยพวย ซึ่งโพสต์ดังกล่าวนั้นแสดงตัวชัดเจนว่าเป็นจิตอาสาช่วยหาเสียงให้พรรคประชาชน โดยมีภาพถ่ายร่วมกับเจ้าหน้าที่หรือเครือข่ายของพรรค และสถานที่ที่ปรากฏในภาพนั้น สอดคล้องอย่างมากกับศูนย์ประสานงานพรรคประชาชน ชลบุรี เขต 1 ของ วรท ศิริรักษ์ เมื่อนำภาพจากโพสต์ของวรทเอง ภาพจากเพจศูนย์ประสานงาน และภาพของน้องพวยพวยมาเปรียบเทียบกัน จะพบความใกล้เคียงของฉาก สถานที่ และองค์ประกอบโดยรวมอย่างมีนัยยะ ทั้งนี้ แม้ภาพจากกล้องมือถือแบบเซลฟีอาจกลับด้านซ้าย-ขวา แต่เมื่อทดลองกลับภาพแล้ว ความสอดคล้องของสถานที่ยิ่งเห็นชัดเจนขึ้น
ทั้งหมดนี้อาจยังไม่ใช่ “หลักฐานเด็ดที่สุด” ที่จะฟันธงว่าการเปิดหีบบัตรเป็นคำสั่งจากใครหรือพรรคใด แต่ในเชิงการเมืองและการวิเคราะห์พฤติการณ์ ย่อมสะท้อนว่า การกระทำของน้องพวยพวยไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว หากแต่เกิดขึ้นในบริบทของเครือข่ายการเคลื่อนไหวทางการเมือง การหาเสียง และบรรยากาศการตั้งข้อสงสัยต่อผลการเลือกตั้งก่อนหน้า ซึ่งเมื่อประกอบกับการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งโดยตรง ย่อมทำให้สังคมตั้งคำถามได้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า นี่คือ “การป่วนเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อสร้างเงื่อนไขการนับคะแนนใหม่ หรือเกิดความวุ่นวาย มากกว่าจะเป็นความหวังดีต่อประชาธิปไตยตามที่ถูกอ้างหรือไม่
และที่แน่ๆ... นางไม่ใช่สลิ่ม แบบที่มีคนพยายามใส่ร้ายแน่ๆ
เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงทั้งหมดประกอบกัน ทั้งพฤติการณ์การเข้าไปแตะต้องหีบบัตรเลือกตั้ง ความเชื่อมโยงด้านการเคลื่อนไหวในช่วงหาเสียง ข้อมูลเกี่ยวกับการเป็นจิตอาสา และความสอดคล้องของเครือข่ายบุคคลและสถานที่ ย่อมทำให้ยากจะมองว่าการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยวหรือไร้บริบททางการเมือง แม้ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่ามีคำสั่งโดยตรงจากพรรคการเมืองใด หรือเป็นปฏิบัติการที่ถูกจัดวางอย่างเป็นระบบเพียงใด แต่ในเชิงการวิเคราะห์ ย่อมปฏิเสธได้ยากว่าเหตุการณ์นี้มีความเกี่ยวข้อง เชื่อมโยง และดำรงอยู่ภายในบรรยากาศการเคลื่อนไหวของเครือข่ายทางการเมืองฝ่ายพรรคส้มไม่มากก็น้อย เพียงแต่ระดับความลึก ความตั้งใจ และความรับผิดชอบของแต่ละฝ่ายนั้น ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงและกระบวนการตามกฎหมายต่อไป"


