"หมอยง" ไขคำตอบพฤติกรรมเด็กที่ผู้ปกครองหลายคนกุมขมับ ทั้งอาการงอแงอาละวาด (Temper Tantrums) และการโยนความผิดให้คนอื่น (Projection) ชี้แท้จริงแล้วคือ "เกราะป้องกันใจตามธรรมชาติ" ในวันที่ลูกยังจัดการอารมณ์ไม่เก่ง แนะผู้ใหญ่ควรทำความเข้าใจมากกว่าจ้องจับผิด เพื่อช่วยให้ลูกก้าวผ่านช่วงวัยนี้ไปได้อย่างเหมาะสม
เมื่อวันที่ 11 ก.พ. ศาสตราจารย์ นายแพทย์ ยง ภู่วรวรรณ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติและหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมาโพสต์ข้อความ Temper Tantrums และ Projection ในเด็ก หรืออารมณ์งอแง โยนความรู้สึก ความผิดไปยังผู้อื่น ชี้ พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็น "เรื่องปกติทางธรรมชาติ" ของช่วงวัยที่ทักษะการควบคุมอารมณ์ยังไม่เต็มที่ ผู้ใหญ่ควรทำความเข้าใจ ไม่มองว่าเด็กตั้งใจโกหกเสมอไป และช่วยสอนให้เด็กเรียนรู้ที่จะยอมรับและจัดการอารมณ์ของตนเองอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ “หมอยง” ได้ระบุข้อความว่า
“Temper tantrums และ Projection หรือเรียกว่า อารมณ์งอแงในเด็ก และ การโยนความรู้สึก ความผิด ออกไปยังผู้อื่น
เมื่อวานอ่านข่าว มีคนพูดถึง อารมณ์งอแงของเด็ก ที่ไม่ได้ดั่งใจ หรือที่เรียกว่า Temper tantrums (อารมณ์งอแงในเด็ก) เป็นพฤติกรรมแสดงอารมณ์โกรธหรือหงุดหงิดอย่างรุนแรงที่พบได้บ่อยในเด็ก โดยเฉพาะช่วงอายุประมาณ 1-4 ขวบ เด็กอาจร้องไห้เสียงดัง กรีดร้อง ลงไปนอนดิ้นบนพื้น เตะ ขว้างปาสิ่งของ กลั้นหายใจ หรือไม่ยอมฟังคำสั่ง พฤติกรรมนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเด็ก ไม่ได้ดั่งใจ สื่อสารความต้องการไม่ได้ เหนื่อย หิว หรือรู้สึกถูกจำกัด
ผมในฐานะกุมารแพทย์ อยากจะเพิ่มเติมอีกเรื่องหนึ่ง คือ
Projection (การโยนความรู้สึก ความผิด ออกไปยังผู้อื่น) เป็นกลไกทางจิตวิทยา (defense mechanism) ที่เด็ก “โยน” ความรู้สึก ความคิด หรือแรงกระตุ้นของตนเองที่ไม่ พอใจ ออกไปให้เป็นของผู้อื่น แทนที่จะยอมรับว่าเป็นความรู้สึกของตนเอง เช่น ทำแก้วน้ำตกแตก ก็บอกว่า เปล่า น้องทำ เด็กทำผิดกติกา แต่บอกว่า “ครูไม่ยุติธรรม” เด็กไม่ได้ตั้งใจโกหกเสมอไป แต่เป็นกระบวนการทางจิตใจที่ช่วยลดความรู้สึกผิด ความอาย หรือความกังวลที่ตนเองรับไม่ไหว
ทำไมเด็กจึงเกิด Projection ทั้งนี้เพราะ พัฒนาการทางอารมณ์ยังไม่สมบูรณ์ เด็กยังแยกแยะและจัดการความรู้สึกซับซ้อนได้ไม่ดี และเป็นการปกป้องตนเอง (self-protection) เพื่อหลีกเลี่ยงความรู้สึกผิดหรือถูกตำหนิ
พบได้ในวัยก่อนเรียนและวัยประถมต้น และถือเป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการตามวัย หากไม่รุนแรงหรือยืดเยื้อเกินไป ผู้ใหญ่ควรเข้าใจว่านี่เป็นกลไกปกป้องตนเอง เพราะเป็นกลไกที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในเด็ก โดยเฉพาะช่วงที่ทักษะการควบคุมอารมณ์ยังพัฒนาไม่เต็มที่ การเข้าใจและช่วยเด็กเรียนรู้ที่จะรับรู้และยอมรับอารมณ์ของตนเอง จะช่วยให้พัฒนาการทางอารมณ์เติบโตอย่างเหมาะสมครับ


