xs
xsm
sm
md
lg

ถอดรหัสเลือกตั้ง 69! ทำไมคะแนนส้มหาย 5 ล้านเสียง? เปิดตัวแปร "อภิสิทธิ์-สงครามชายแดน" ทำแผนที่เปลี่ยนสี

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ถอดรหัสความพ่ายแพ้สีส้ม! ชาวเน็ต กางแผนที่เลือกตั้ง 2569 แฉปรากฏการณ์ 'Swing Right' เมื่อความหวังพ่ายแพ้ต่อความกลัว เผย 'อภิสิทธิ์ Effect' ปลุกคนใต้คืนรังประชาธิปัตย์ ทำด้ามขวานลุกเป็นไฟเปลี่ยนสีส้มกลับเป็นฟ้า ขณะที่ภัยสงครามชายแดนดันพรรคน้ำเงินผงาดในอีสาน ชี้ชัดนโยบายรื้อโครงสร้างกลายเป็นความเสี่ยงในสายตาประชาชนที่ต้องการความมั่นคงเหนือสิ่งอื่นใด

เมื่อวันที่ 9 ก.พ. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Kit Kit" ได้ออกมาโพสต์ข้อความวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยหลักที่ทำให้พรรคส้มพ่ายแพ้อย่างหนัก ไม่ใช่เรื่องการซื้อเสียง แต่เป็นเรื่องของ "ความเชื่อมั่นและความกลัว" ที่เปลี่ยนไปตามบริบทโลกและตัวบุคคล การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนว่า เมื่อบริบทโลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ประชาชนจึงเลือกที่จะหันกลับไปหาพรรคการเมืองที่เน้น "การปกป้องและเสถียรภาพ" (สีฟ้าและน้ำเงิน) มากกว่าพรรคที่เน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (สีส้ม) ทั้งนี้ ผู้โพสต์ได้ระบุข้อความว่า

"ถอดบทเรียนความพ่ายแพ้เลือกตั้ง 2569 (1/3)
อะมาาา นอยด์เสร็จแล้ว เรามาถอดบทเรียนกัน...
เอาตัวออกจาก echo chamber
เกิดอะไรขึ้นในปีนี้ ทำไมส้มแพ้ห่างขนาดนี้
ตัดประเด็นสมมติฐานเรื่องซื้อขายเสียง แล้วลองดูข้อมูลเชิงปริมาณ

ปริมาณปาร์ตี้ลิสต์เราลดลงอย่างมีนัยสำคัญ...
กลยุทธ์พรรคใหญ่กว่าคนอาจใช้ไม่ได้แล้ว

1. ภาคใต้: "Abhisit Effect" และการล่มสลายของสีส้ม (The Fall of Orange in the South)

จากภาพแผนที่ เราเห็นเขตในภาคใต้จำนวนมากเปลี่ยนจาก สีส้ม (ชนะปี 66) กลับมาเป็น สีฟ้า (ประชาธิปัตย์)

ปรากฏการณ์ "คืนรัง": ในปี 2566 คนใต้จำนวนมากเลือกก้าวไกล (สีส้ม) ไม่ใช่เพราะเปลี่ยนอุดมการณ์เป็นซ้ายจัด แต่เพราะต้องการ "เปลี่ยนแปลง" และเบื่อหน่ายประชาธิปัตย์ยุคเก่า แต่เมื่อ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความซื่อสัตย์และอนุรักษนิยมใหม่) ลงพื้นที่ด้วยตัวเอง ทำให้ "ความเชื่อมั่น" กลับมา

หมดมนต์ขลัง "พิธาฟีเวอร์": เมื่อไม่มีกระแสฟีเวอร์ของผู้นำจิตวิญญาณสีส้ม ชาวใต้ซึ่งมีพื้นฐานความคิดแบบอนุรักษนิยมอยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุผลที่จะเลือกพรรคเสรีนิยมสุดโต่งอีกต่อไป การเทคะแนนกลับมาหา "พรรคคนกันเอง" (สีฟ้า) จึงเกิดขึ้นแบบถล่มทลาย (Landslide) ในด้ามขวาน

2. ภาคอีสานและชายแดน: "War Time Nationalism" (ชาตินิยมยามศึก)

จิตวิทยาความมั่นคง (Security over Economy): ปกติคนอีสานเลือกเพื่อไทย (สีแดง) เพราะเรื่อง "ปากท้อง/เศรษฐกิจ" แต่เมื่อเกิดภาวะสงครามหรือความตึงเครียดชายแดน (กัมพูชา/ลาว) จิตวิทยาของคนในพื้นที่จะเปลี่ยนเป็น "ความกลัว" และต้องการ "ผู้นำที่เข้มแข็ง/ปกป้องบ้านเกิดได้"

ทำไมต้องภูมิใจไทย?: พรรคภูมิใจไทยมีภาพลักษณ์ของ "นักเลง/ใจถึงพึ่งได้" และมีความเป็นชาตินิยมสูง (แบบบุรีรัมย์โมเดล) มากกว่าเพื่อไทยที่ดูเป็นนักเจรจาการค้า หรือพรรคประชาชนที่ดูเป็นเด็กใหม่ไร้ประสบการณ์ทหาร

ถ้าสังเกตการหาเสียงของพรรคน้ำเงินในช่วงจะเน้นพูดแต่เรื่องชาตินิยม และเน้นว่าถ้าการทหารมีไว้ทำไมของพรรคตรงข้าม

ผลลัพธ์: แนวชายแดนอีสานใต้ (สุรินทร์, ศรีสะเกษ, อุบลฯ) ซึ่งติดกับเพื่อนบ้าน จึงเทคะแนนให้สีน้ำเงินเข้มเพื่อเป็นเกราะป้องกันภัย มากกว่าจะเลือกนโยบายค่าแรงหรือสวัสดิการ

3. ภาพรวมประเทศ: การเมืองแห่งความกลัว vs ความหวัง (Fear vs Hope)

แผนที่นี้สะท้อนว่า ปี 2569 ในสถานการณ์สมมตินี้ ไม่ใช่การเลือกตั้งด้วย "ความหวัง" (เหมือนปี 66) แต่เป็นการเลือกตั้งบนพื้นฐานของ "ความมั่นคงและการปกป้อง" (Security & Protection)

คนเมือง/คนใต้: กลับหาประชาธิปัตย์ (สีฟ้า) เพราะต้องการความมั่นคงทางสถาบันและสังคม (หนีจากสีส้มที่ดูวุ่นวาย)

คนชายแดน/ภูธร: หันหาภูมิใจไทย (สีน้ำเงินเข้ม) เพราะต้องการความมั่นคงทางชีวิตและอิทธิพลคุ้มครอง (หนีจากสีแดงที่อาจดูอ่อนแอในยามศึก)

สีส้ม (ประชาชน): กลายเป็นพรรคที่ไม่มีที่ยืน เพราะในภาวะสงครามหรือวิกฤตความมั่นคง นโยบาย "รื้อโครงสร้าง/ปฏิรูป" จะถูกมองว่าเป็น "ความเสี่ยง" หรือ "การบ่อนทำลาย" ทันที

4. เมื่อคนเบื่อหน่ายการเมือง และความหวังไม่เฉียบคมเท่าปี 66

ปริมาณคนมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยลงกว่าครั้งที่แล้วกว่า 7 ล้านคน รวมทั้งฝนตกที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง

คะแนน party list พรรคส้มจากเดิม 14 ล้านลดลงมาเหลือแค่เพียง 9 ล้านกว่า หายไปกว่าเกินครึ่ง

สรุป: แผนที่นี้คือภาพจำลองของประเทศไทยที่กำลัง "Swing Right" (ขวาทิศทางกลับ) อย่างรุนแรง อันเนื่องมาจาก ภาวะผู้นำที่เปลี่ยนไป (อภิสิทธิ์ vs ไร้เงาพิธา) และบริบทโลกที่เปลี่ยนไป (สงคราม/ความมั่นคง) ทำให้สีฟ้าและสีน้ำเงินเข้ม ผนึกกำลังยึดครองพื้นที่ประเทศไทยคืนจากสีส้มและสีแดง"


กำลังโหลดความคิดเห็น